ฟุตบอล

จริงอยู่ว่า ผลงานในสนาม ซัวเรซ คือสุดยอดทีม ฟุตบอล กองหน้าระดับท็อปคนหนึ่งของโลก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรู้สึกดีกับเขาได้อยู่เสมอ เพราะช่วงเวลาที่ ซัวเรซ ทำตัวเลวร้าย เขามีศีลธรรมที่แย่กว่านักล้วงกระเป๋าที่เพ่นพ่านอยู่ในย่าน ลา รัมบล้า และ ปลาก้า รีอัล ในแคว้นกาตาลุนญ่า เสียอีก

การตบตากรรมการเอย, กัดคู่แข่งเอย, ทำตัวไม่เป็นมิตร รวมถึงยังมีความเชื่อที่ว่าเขาเองไม่ใช่ตัวปัญหา แต่คนอื่นในโลกต่างหากที่คือตัวปัญหานี่คือคนที่เหยียดผิวเพื่อนร่วมอาชีพ แล้วจากนั้นก็ทาสีให้ตัวเองดูเหมือนเป็นผู้เคราะห์ร้ายซึ่งต่อให้มองข้ามเรื่องที่เกิดขึ้นกับ เอวร่า ก็ยังมีหลายเรื่องที่สื่อให้เห็นว่า ซัวเรซ มีความคิดต่างจากคนอื่นถึงขนาดที่ว่ามีกฎกับความเชื่อในเรื่องที่ว่าอะไรบ้างที่เป็นสิ่งที่ทำได้ และอะไรเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำกับการเล่นในสนาม ฟุตบอล

ฟุตบอล

ตอนอายุ 15 ปี ซัวเรซ เล่นให้ทีมเยาวชนของ นาซิอองนาล ทีมในบ้านเกิด อุรุกวัย เขาวิ่งควบเป็นระยะทาง 50 เมตรเพื่อเข้าไปเถียงกรรมการ พร้อมเอาหัวโขกคู่กรณี

อย่างไรก็ดี จังหวะนี้เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ทั่วไปในตำราลูกหนังอุรุกวัย ที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเท่าไหร่

ซัวเรซ ภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับถ้วยรางวัลพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการทำแฮนด์บอลตอนช่วยให้ทีมชาติอุรุกวัย เขี่ย กาน่า ตกรอบก่อนรองชนะเลิศของ ฟุตบอลโลก 201

วันนั้น ซัวเรซ ทำให้ กาน่า พลาดได้ประตูชัยในช่วงท้ายของการต่อเวลาพิเศษ และโดนไล่ออกจากสนาม แล้วนั่งดูเพื่อนร่วมทีม 10 คนทำหน้าที่ในช่วงดวลจุดโทษ

ซึ่งถ้วยรางวัลที่สลักคำว่า “Gracias” (ขอบคุณ) ตอนนี้ก็ตั้งโชว์อยู่ที่บ้านของเขาในกรุงมอนเตวิเดโอ

ยังจำไตรภาคการกัดของเขาและการออกมาแก้ตัวกันได้อยู่ไหม?

เหยื่อรายแรกคือ อ็อตมาน บัคคัล ของ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ตามมาด้วย บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ของ เชลซี ส่วนรายสุดท้ายคือ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ แห่งทีมชาติอิตาลี

ซัวเรซ เอาแต่ตอบแบบซ้ำ ๆ เหมือนถูกตั้งโปรแกรมขึ้นมา เช่น บอกว่าตัวเองแค่สะดุด, เป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความโชคร้าย และสุดท้ายบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะกัดคู่แข่งเลยสักนิด

แม้ว่าภาพที่ออกมาทางโทรทัศน์จะดูร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม

คำพูดที่ออกมาจากปาก ซัวเรซ ฟังดูเหมือนว่าเขายอมโกหกทุกอย่าง ถึงต่อให้บอกว่าหมูเป็นสัตว์บินได้ก็เถอะ เขาก็จะยอมทำเพื่อให้ตัวเองดูไม่เป็นผู้ร้ายในสายตาคนอื่น

ถึงตรงนี้ หากทุกตัวอักษรที่กล่าวมายังไม่กระจ่างชัดแล้วล่ะก็ เรื่องต่อไปอาจกระตุกต่อมความคิดของใครหลายคนได้มากขึ้น

ตอนที่ ซัวเรซ เล่นให้ อาแจ็กซ์ ระหว่างช่วงขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ เอเรดิวิซี่ กับ เอฟซี ทเวนเต้ เมื่อปี 2010

ตอนนั้น ทเวนเต้ ที่นำเป็นจ่าฝูงของลีก มีคิวแข่งกับ เอ็นอีซี เบรด้า ในเกมสุดท้ายของซีซั่น ส่วน อาแจ็กซ์ เป็นอันดับ 2 ตามมา

ก่อนวันแข่งขัน ซัวเรซ เดินตรงไปหาบอร์ดบริหารของ อาแจ็กซ์ พร้อมเสนอให้บอร์ดบริหารติดต่อไปยังทีมเบรด้า เพื่อยื่นโบนัสให้ผู้เล่นของ เบรด้า คนละ 5,000 ยูโร ถ้าหาก เบรด้า ชนะ ทเวนเต้ ได้

ฟังดูแล้วน่าตลกที่สุด ลอกนึกภาพว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิด ลิเวอร์พูล เสนอจะจ่ายเงินให้คู่แข่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงที่ ‘หงส์แดง’ กับ ‘เรือใบสีฟ้า’ กำลังขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก

หรือไม่ก็คิดซะว่า จะเป็นอย่างไร ถ้า บาร์เซโลน่า ต้นสังกัดปัจจุบันของเขา พยายามที่จะกระชากแชมป์ ลา ลีกา จาก เรอัล มาดริด ด้วยข้อเสนอแบบเดียวกัน?!

ในหนังสืออัตชีวประวัติของ ซัวเรซ ที่ชื่อ Crossing The Line (ความหมายประมาณว่า -เลยเถิด- ซึ่งบางที ซัวเรซ อาจสื่อว่าอย่างน้อยเขาก็รู้สึกตัวว่าบางครั้งตัวเองทำเลยเถิดไปเหมือนกัน)

ว่าข้อเสนอของตัวเองในครั้งนั้นทำให้คนของ อาแจ็กซ์ ต่างพากันช็อกสุด ๆ

พวกเขาบอกว่า -ไม่ ไม่ ไม่! นายเพี้ยนไปแล้วเหรอ หลุยส์ ? อย่าพูดอะไรแบบนี้อีกนะ ที่ ฮอลแลนด์ เราไม่ทำอย่างนั้นกัน-

และสุดท้าย ทเวนเต้ ก็เอาชนะ เบรด้า 2-0 จนได้แชมป์ไปครอง ส่วน ซัวเรซ เองก็เจ็บใจแบบสุดขีด

 

ซึ่งกว่าที่สโมสรจะขอโทษ เอวร่า ก็ต้องรออีกหลายปีหลังจากนั้น และก็เป็นตอนที่ ซัวเรซ ย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า แล้ว

สิ่งที่ ลิเวอร์พูล ยอมเข้าข้าง ซัวเรซ สุดชีวิตอาจเพราะการที่เขามีนิสัยยอมทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ซึ่งมันก็เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นนักเตะชั้นนำได้

ที่จริง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ถึงขั้นเคยเขียนข้อความลงบนเสื้อยืดเพื่อยกย่อง ซัวเรซ ว่า -เป็นนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเล่นด้วย

“หลายประตูที่เขาทำได้และแนวทางการเล่นของเขามันน่าทึ่งมาก ๆ หลุยส์ ทำให้เราอึ้งสุด ๆ ตอนที่อยู่ในสนามซ้อม พอได้เห็นเขา คุณจะเข้าใจได้ทันทีเลยว่าเรามีนักเตะชั้นยอดอยู่ในทีม และพรสวรรค์แบบนั้นก็ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในตอนที่เขาเล่นกับ ลิเวอร์พูล ช่วงปลายปี 2013 และครึ่งแรกของปี 2014 ตอนนั้นใครก็หยุดเขาไม่ได้ มันยอดเยี่ยมสุด ๆ”

ซัวเรซ เป็นผู้เล่น ลิเวอร์พูล คนแรกที่ทำประตูในลีกได้อย่างน้อย 20 ลูกเป็นเวลา 2 ฤดูกาลติดต่อกัน นับตั้งแต่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ทำได้เมื่อซีซั่น 1994/95 และ 1995/96

ไม่เพียงแค่นั้น ผลงานฤดูกาล 2013/14 ทำให้เขาเป็นนักเตะ ‘หงส์แดง’ คนแรกที่ทำประตูในลีกได้ 30 ลูกขึ้นไป นับตั้งแต่ที่ เอียน รัช ทำได้เมื่อฤดูกาล 1986/87 โดย ซัวเรซ ทำไป 31 ประตูจาก 33 เกม

นอกจากนี้ซีซั่นดังกล่าว ซัวเรซ กวาดรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทุกสำนักไม่ว่าจะเป็นของสมาคมนักข่าวด้านฟุตบอลและสมาคมอื่น ๆ ที่เคยพยายามที่จะเล่นงานเขา

 

 

 

 

ซึ่งในวันนั้นทางทีม holiday palace คาสิโนออนไลน์ บอกว่า สมรภูมิแอนฟิลด์ กลายเป็นศัตรูกับอดีตฮีโร่ของพวกเขาอย่างแท้จริง

 

ย้อนกลับไปในวันที่ ดัลกลิช โดนปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล (ซึ่งบางส่วนมองว่าเป็นเพราะเขารับมือกรณี ซัวเรซ เหยียดผิว เอวร่า ไม่เหมาะสม)