แม้จะเป็นตลาดนักเตะที่น่าผิดหวังสำหรับทีม ฟุตบอล ของเหล่าบรรดาแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากพลาดคว้าตัวเป้าหมายหลักอย่าง เจดอน ซานโช่ รวมถึงการเจรจาที่ล่าช้าของทีมงานซื้อขาย แต่ซัมเมอร์นี้ “ผีแดง” ก็สอยนักเตะมาถึง 5 คนซึ่งในรายของ อาหมัด ตราโอเร่ ปีกดาวรุ่งจากอตาลันต้าจะย้ายมาในช่วงมกราคม ส่วนนักเตะใหม่ที่เหลือพร้อมใช้งาน ดังนั้นเรามาลองจัดแผนการเล่นหากทั้ง 4 แข้งใหม่นี้ลงสนามพร้อมหน้าพร้อมตากัน

วันสุดท้ายของตลากนักเตะของทีม ฟุตบอล  แมนฯ ยูไนเต็ด สอยผู้เล่นมาทั้งหมด 4 รายด้วยกันได้แก่ เอดินสัน คาวานี่, อเล็กซ์ เตลลิส, ฟากุนโด้ เปยิสตรี และ อาหมัด ตราโอเร่ บวกกับแข้งใหม่ก่อนหน้านี้อย่าง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค รวมแล้วเป็น 5 รายด้วยกัน ซึ่งแม้ว่าจะพลาดตัวปีกขวาระดับซีเนียร์ทั้ง เจดอน ซานโช่ และ อุสมาน เดมเบเล่ รวมถึง อิสไมล่า ซาร์ แต่โซลชายังแฮปปี้กับขุมกำลังในปัจจุบัน

ฟุตบอล

หลังจากออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้อย่างย่ำแย่ด้วยการแพ้ 2 จาก 3 นัด ตอนนี้มันขึ้นอยู่กับกุนซือชาวนอร์เวย์ที่จะใช้แข้งใหม่เหล่านี้อย่างไร

ที่แน่นอนคือ โซลชา คงยึดมั่นในแผนการเล่น 4-2-3-1 เหมือนเดิม ดังนั้นคนที่มีโอกาสแย่งตัวจริงมาได้เลยมีอยู่สองคนนั่นคือ คาวานี่ ในตำแหน่งกองหน้าและ เตลลิส ในตำแหน่งแบ็กซ้าย

เอดินสัน คาวานี่ นั้นอาจต้องเบียดสู้กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ซึ่งค่อนข้างการันตีออกสตาร์ทในทุกเกมอยู่แล้ว ทว่าตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา มาร์กซิยาล ยังหาฟอร์มเก่งไม่เจอและมักจะถูกข้อครหาว่าไม่ใช่กองหน้าตัวโป้งปิดบัญชี ดังนั้นเมื่อ คาวานี่ ฟิตเต็มถังก็พร้อมออกล่าตาข่ายได้เลย

อย่างไรก็ตามอดีตดาวยิงเปแอสเชต้องเข้ารับการกักตัวเป็นเวลา 14 วันตามข้อบังคับของรัฐบาลเมืองผู้ดีสำหรับผู้ที่เดินทางจากฝรั่งเศสมายังอังกฤษ ดังนั้นเขาจะพลาดลงสนามในเกมพบ นิวคาสเซิ่ล

สัปดาห์หน้าแต่ยังพอมีลุ้นลงประเดิมสนามในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ต้องพบออกไปเยือนต้นสังกัดเก่าของเขาอย่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในวันที่ 20 ต.ค.นี้

ส่วนในรายของ อเล็กซ์ เตลลิส อดีตแบ็กซ้ายปอร์โต้นั้นมีโอกาสสูงที่ โซลชา จะเลือกใช้แทนที่ ลุค ชอว์ เลยเนื่องจากแบ็กซ้ายทีมชาติอังกฤษโชว์ฟอร์มสุดย่ำแย่ในเกมพ่าย สเปอร์ส คาบ้าน โดย เตลลิส น่าจะเข้ามาช่วยเพิ่มมิติในเกมรุกเป็นหลักเนื่องจากเจ้าตัวเก่งในเรื่องการครอสบอลจากด้านข้างและลูกเซ็ตพีซด้วย

ขยับมาที่ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ซึ่งย้ายมาอยู่กับทีมสักพักแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้สตาร์ทตัวจริงในพรีเมียร์ลีกสักที แต่อดีตเพลย์เมคเกอร์อาแจ็กซ์ทำผลงานน่าประทับใจในคาราบาว คัพ

รวมถึงในฐานะตัวสำรองในลีกด้วย กลับกัน ปอล ป็อกบา ตั้งแต่หายจากอาการป่วยโควิด-19 ก็ยังไม่มีนัดไหนที่โชว์ฟอร์มได้ดีเลย ดังนั้นตำแหน่งนี้ ฟาน เดอ เบ็ค จะเสียบแทน น่าสนใจว่าเขาจะประสานงานกับมิดฟิลด์ตัวรุกอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้ดีแค่ไหน?

เว็บ holiday palace casino & resort บอกว่าคนสุดท้ายคือ ฟากุนโด้ เปยิสตรี ปีกดาวรุ่งชาวอุรุกวัยที่ย้ายมาแบบสุดเซอร์ไพรส์จนแฟนผีแดงต้องไปค้นหาว่าเจ้าหนูคนนี้เป็นใครมากจากไหนกันแน่

หลายคนอาจมองว่าด้วยวัยเพียง 18 ปี เปยิสตรี คงถูกส่งไปฝึกฝีเท้าในอะคาเดมี่ก่อน ทว่าทาง เปนญาร่อล ต้นสังกัดเก่าของเขายืนยันมาแล้วว่าเจ้าหนูคนนี้จะมีส่วนร่วมในทีมชุดใหญ่ของ “ปีศาจแดง” ทันที

โดยตำแหน่งที่เขาถนัดที่สุดคือปีกขวา ดังนั้นเจ้าของตำแหน่งอย่าง เมสัน กรีนวู้ด จะหลบทางให้กับปีกธรรมชาติ จุดเด่นของวันเดอร์คิดคนนี้คือการเลี้ยงบอลกระชากบอลฉีกแนวรับคู่แข่ง และที่สำคัญคือการครอสบอลเพราะนี่คือปีกขวาที่ถนัดเท้าขวาจริงๆ

Tags :

ทีม ฟุตบอล ลิเวอร์พูล ยังคงแข็งแกร่งเหมือนเดิมโดยพวกเขาเพิ่งโชว์ฟอร์มสุดยอดบุกชนะ เชลซี 2-0 ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา โดยงานนี้สาวก “เดอะ ค็อป” สุดแฮปปี้กับฟอร์มการเล่นของ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ที่ลงสนามเปิดตัวเพียงแค่ 45 นาทีแต่สร้างความแตกต่างให้กับสโมสรอย่างมาก

จุดเปลี่ยนสำคัญของทีม ฟุตบอล แมตช์นี้คงหนีไม่พ้นจังหวะที่  อันเดรียส คริสเตนเซ่น ทำฟาวล์ ซาดิโอ มาเน่ จนเป็นเหตุให้โดนใบแดงในช่วงท้ายครึ่งแรก ส่งผลให้ครึ่งหลังเจ้าบ้านเสียเปรียบเป็นกระบุงโกย และสุดท้ายก็เลยโดน สตาร์ชาวเซเนกัล จัดการเหมาสองประตูให้ “หงส์แดง” บุกมาเก็บ 3 แต้มได้อย่างสวยหรู

ฟุตบอล

 

1.  มาเน่ ฟอร์มดุเกินห้ามใจ

นับตั้งแต่ที่ย้ายจาก เซาธ์แฮมป์ตันมาเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2016 มาเน่ ยังคงพัฒนาฟอร์มการเล่นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ฤดูกาล จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงเป็นที่รักของบรรดาสาวก “เดอะ ค็อป” ทั่วโลก โดยเฉพาะความมทุ่มเทที่มีให้กับทีมทุกๆ วินาที

มาเน่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเล่นตลอดเวเลา เขาไม่เคยหลุดสมาธิจากเกมไม่ว่าจะเจอกดดันจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างก็ตาม ในแมตช์นี้ สตาร์ดังชาวเซเนกัล มีส่วนสำคัญในการปั่นป่วนเกมรับของ “สิงโตน้ำเงินคราม” จนเสียกระบวนยุทธไปเลยทีเดียว

โดยเฉพาะในช่วงท้ายครึ่งแรกที่เขามีโอกาสหลุดเดี่ยว แต่โดน อันเดรียส คริสเตนเซ่น เซนเตอร์แบ็กชาวเดนมาร์ก ดึงเอาไว้ จนเป็นเหตุให้ต้องโดนใบแดงไล่ออก และนั่นคือหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “เดอะ เร้ดส์” สร้างความได้เปรียบมหาศาลในช่วงครึ่งหลัง

2. เกปา ยังไม่ดีพอสำหรับ เชลซี

คงไม่ลืมกันว่า เกปา เป็นเจ้าของสถิติผู้รักษาประตูแพงที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์วงการลูกหนัง แต่ผลงานของนักเตะดูเหมือนจะไม่คุ้มกับเม็ดเงินที่สโมสรทุ่มซื้อมาร่วมทีม ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยที่เขาจะถูกประเมินว่าผลงานยังไม่ดีพอที่จะเป็นมือ 1 “สิงห์บลูส์”

ตอนนี้ต้องยอมรับเลยว่าแนวรับของ เชลซี คงเกิดอาการหนาวๆ ร้อนๆ กับผลงานของ เกปา ที่มีให้เห็นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเล่นผิดพลาดแบบบไม่น่าจะเกิดขึ้นของเขา เพราะแทบทุกเกม นายด่านชาวสแปนิช มักจะมีเรื่องให้กองหลังต้องอกสั่นขวัญหายเป็นประจำ

เกมล่าสุดที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ นายทวารวัย 25 ปี ยังคงรักษาการเล่นที่ผิดพาดได้อย่างที่ทุกๆ คนคาดหวังเอาไว้ เมื่อเขาดันทะลึ่งเตะบอลไม่ดีจนเป็นเหตุให้ มาเน่ ยื่นขากันเอาไว้ได้ และนำไปสู่การเสียประตูแบบไม่น่าจะเสีย ซึ่งทำให้ทีมต้องตกเป็นรองแบบกู่ไม่กลับ

เมื่อมองไปที่ฝั่งของ ลิเวอร์พูล พวกเขามี อลีสซง เบ็คเกอร์ โกลชาวบราซิเลียน ที่มีฟอร์มการเล่นคงเส้นคงวา และมักจะป้องกันลูกสำคัญๆ ได้ตลอด แม้อาจจะมีจังหวะผิดพลาดบ้างแต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงจนทำให้ทีมเสียหาย แถมเกมนี้ยังโชว์เซฟจุดโทษช่วยทีมไม่เสียประตูด้วย ฉะนั้นฟอร์มของทั้งคู่มันก็เหมือนสำนวนฝรั่ง “ชอล์กกับชีส” ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลย

3. แวร์เนอร์ ยังต้องปรับตัวอีกเยอะ

ก่อนเกมนี้หลายคนมองว่า ติโม แวร์เนอร์ จะเป็นนักเตะสำคัญที่จะพิฆาตความอหังการของ “พญาหงส์” ซึ่งในช่วงต้นเกมต้องยอมรับว่า ดาวเตะชาวเยอรมัน ทำผลงานได้อย่างหวือหวา และปั่นป่วนเกมรับทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ พอสมควร

อย่างไรก็ตามพอแนวรับของ “หงส์แดง” เริ่มปรับตัวได้ทำให้พวกเขาสามารถรับมือกับ แวร์เนอร์ ได้ดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะ ฟาบินโญ่ ที่โดนจับโยกมายืนตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กคู่กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ต้องบอกเลยว่าเจ้าตัวทำผลงานได้ดีเยี่ยม จัดการตามประกบ อดีตสตาร์แอร์เบ ไลป์ซิก จนอยู่หมัด

เห็นได้ชัดว่าแผนการเล่นแบบนี้ทำให้ ลิเวอร์พูล ตั้งรับไม่ถูก และด้วยความเร็วของเขาทำให้เวลาที่วิ่งตัดเข้าไปในเขตโทษจึงมีโอกาสสูงที่จะโดนทำฟาวล์ และก็เป็นไปตามคาดเมื่อ ติอาโก้ อัลกันตาร่า เข้าพรวดไปนิดจนกลายเป็นทำฟาวล์และเสียจุดโทษ แต่เดชะบุญที่ จอร์จินโญ่ ยิงไปโดน เบ็คเกอร์ เซฟได้

4. สามประสานยิ่งเล่นยิ่งรู้ใจ

เกมนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แสดงผลงานอีกมิติหนึ่งที่แตกต่างจากฟอร์มที่เจ้าตัวซัดแฮตทริกในเกมเฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด แมตช์เปิดซีซั่นเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยเกมกับ “สิงห์บลูส์” นั้น “บังโม” คอยทำหน้าที่สร้างสรรค์เกม และดึงผู้เล่นแนวรับของ เชลซี ทำให้ มาเน่ กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ มีพื้นที่ในการเล่นมากยิ่งขึ้น

ซาลาห์ โชว์สปีดเร็วกว่านรก ถึงบอลก่อน เกปา และปาดบอลเข้ากลางประตูให้ ฟีร์มิโน่ เกือบจะได้ยิงโล่งๆแล้ว แต่ยังดีที่ คริสเตนเซ่น ยังตามาบล็อสกัดบอลออกหลังได้อย่างหวุดหวิด นอกจากนี้ยังมีจังหวะที่เจ้าตัวโชว์ความฉลาด เปิดยัดเข้ากลางประตู แต่ แนวรุกเลือดแซมบ้า เข้าชาร์จไม่ถึงบอลเลยผ่านหน้าประตูไปแบบได้แค่เสียว

ขณะที่ ฟีร์มีโน่ ยังคงเป็นนักเตะจอมป้อนให้กับเพื่อนร่วมทีมเหมือนเดิม โดยเฉพาะประตูที่ “หงส์แดง” ขึ้นนำ 1-0 มาจากการประสานงานอย่างเหนือชั้นของสามแนวรุก “หิน เหล็ก ไฟ” โดยเริ่มต้นจาก ฟีร์มีโน่ ที่ชิ่งบอลให้ ซาลาห์ ก่อน “บังโม” จะแตะบอลตัดหลังให้ ฟีร์มีโน่ ได้มีโอกาสเปิดบอลแบบงามหยดไปจบที่หัวของ มาเน่ ซึ่งบอกเลยว่าการเข้าทำแบบนี้แสดงให้เห็นถึงการฝึกซ้อมอย่างเข้าขาลงตัวของทั้ง 3 คนอย่างแท้จริง

5. ฟาบินโญ่ ได้งานใหม่แล้ว

หากจะมองหานักเตะที่ปิดทองหลังพระมากที่สุดในเกมนี้ คงต้องยกให้ ฟาบินโญ่ ที่คู่ควรกับคำนี้ที่สุด เพราะนักเตะถูกจับไปเล่นเป็นกองหลังคู่กับ ฟาน ไดค์ และก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการรับมือกับเกมบุกของ เชลซี ได้อยู่หมัดเลยทีเดียว

ตอนแรกที่ ลิเวอร์พูล มีข่าวว่า โฌแอล มาติป กับ โจ โกเมซ มีปัญหาบาดเจ็บ ทำให้ คล็อปป์ จำเป็นต้องเลือกใช้ ฟาบินโญ่ ที่เล่นบทบาทโฮลดิ้ง มิดฟิลด์กับทีมมาตลอด ยืนเซนเตอร์แบ็กซึ่งบอกเลยว่าสาวก “เดอะ ค็อป” คงเสียวสันหลังสุดๆ เนื่องจากเขาต้องรับมือกับความรวดเร็วและแข็งแกร่งของ แวร์เนอร์

อย่างไรก็ตาม ฟาบินโญ่ ทำผลงานได้สุดยอดโดยเฉพาะในนาทีที่ 19 ที่เขาสกัดได้อย่างยอดเยี่ยมทำให้ หัวหอกชาวเยอรมันพลาดโอกาสในการยิงประตู นอกจากนี้ ดาวเตะสารพัดประโยชน์ชาวบราซิเลียน ยังยืนตำแหน่งได้ดีมากๆ ทำให้เขาสามารถจัดการเกมรุกของเจ้าบ้านได้หมด

 

6.  ติอาโก้ เปิดตัวอย่างหรูดูดีมีสกุล 

เว็บ holiday palace คาสิโนออนไลน์ บอกว่าติอาโก้ อัลกันตาร่า เซ็นสัญญามาเป็นสมาชิกใหม่ ลิเวอร์พูล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และเขายังไม่ได้มีโอกาสร่วมฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมใหม่เลย แต่ คล็อปป์ ยังคงไว้วางใจให้นักเตะลงเล่นในแมตช์ใหญ่กับ เชลซี และเจ้าตัวก็ไม่ทำให้สาวก “หงส์แดง” ต้องผิดหวัง

การที่ทีมจำเป็นต้องเปลี่ยน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมออกในช่วงพักครึ่งเนื่องจากนักเตะมีอาการบาดเจ็บ ทำให้ คล็อปป์ ตัดสินใจส่ง ติอาโก้ ลงสนามซึ่งเป็นเกมเปิดตัวของเขากับสโมสร และด้วยประสบการณ์ที่โชกโชนนักเตะไม่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวมานักก็เล่นเข้าขากับแข้ง “เดอะ เร้ดส์”

อดีตสตาร์ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ได้รับอิสระในการเล่นเกมบุกอย่างเต็มที่ และโชว์คลาสระดับโลกด้วยการส่งบอลอย่างเหนือชั้นให้กับ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม หลุดเข้าไปในเขตโทษแต่น่าเสียดาย ดาวเตะชาวดัตช์ กดเต็มข้อแต่โดน เกปา เซฟเอาไว้ได้

 

Tags :

จริงอยู่ว่า ผลงานในสนาม ซัวเรซ คือสุดยอดทีม ฟุตบอล กองหน้าระดับท็อปคนหนึ่งของโลก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรู้สึกดีกับเขาได้อยู่เสมอ เพราะช่วงเวลาที่ ซัวเรซ ทำตัวเลวร้าย เขามีศีลธรรมที่แย่กว่านักล้วงกระเป๋าที่เพ่นพ่านอยู่ในย่าน ลา รัมบล้า และ ปลาก้า รีอัล ในแคว้นกาตาลุนญ่า เสียอีก

การตบตากรรมการเอย, กัดคู่แข่งเอย, ทำตัวไม่เป็นมิตร รวมถึงยังมีความเชื่อที่ว่าเขาเองไม่ใช่ตัวปัญหา แต่คนอื่นในโลกต่างหากที่คือตัวปัญหานี่คือคนที่เหยียดผิวเพื่อนร่วมอาชีพ แล้วจากนั้นก็ทาสีให้ตัวเองดูเหมือนเป็นผู้เคราะห์ร้ายซึ่งต่อให้มองข้ามเรื่องที่เกิดขึ้นกับ เอวร่า ก็ยังมีหลายเรื่องที่สื่อให้เห็นว่า ซัวเรซ มีความคิดต่างจากคนอื่นถึงขนาดที่ว่ามีกฎกับความเชื่อในเรื่องที่ว่าอะไรบ้างที่เป็นสิ่งที่ทำได้ และอะไรเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำกับการเล่นในสนาม ฟุตบอล

ฟุตบอล

ตอนอายุ 15 ปี ซัวเรซ เล่นให้ทีมเยาวชนของ นาซิอองนาล ทีมในบ้านเกิด อุรุกวัย เขาวิ่งควบเป็นระยะทาง 50 เมตรเพื่อเข้าไปเถียงกรรมการ พร้อมเอาหัวโขกคู่กรณี

อย่างไรก็ดี จังหวะนี้เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ทั่วไปในตำราลูกหนังอุรุกวัย ที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเท่าไหร่

ซัวเรซ ภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับถ้วยรางวัลพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการทำแฮนด์บอลตอนช่วยให้ทีมชาติอุรุกวัย เขี่ย กาน่า ตกรอบก่อนรองชนะเลิศของ ฟุตบอลโลก 201

วันนั้น ซัวเรซ ทำให้ กาน่า พลาดได้ประตูชัยในช่วงท้ายของการต่อเวลาพิเศษ และโดนไล่ออกจากสนาม แล้วนั่งดูเพื่อนร่วมทีม 10 คนทำหน้าที่ในช่วงดวลจุดโทษ

ซึ่งถ้วยรางวัลที่สลักคำว่า “Gracias” (ขอบคุณ) ตอนนี้ก็ตั้งโชว์อยู่ที่บ้านของเขาในกรุงมอนเตวิเดโอ

ยังจำไตรภาคการกัดของเขาและการออกมาแก้ตัวกันได้อยู่ไหม?

เหยื่อรายแรกคือ อ็อตมาน บัคคัล ของ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ตามมาด้วย บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ของ เชลซี ส่วนรายสุดท้ายคือ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ แห่งทีมชาติอิตาลี

ซัวเรซ เอาแต่ตอบแบบซ้ำ ๆ เหมือนถูกตั้งโปรแกรมขึ้นมา เช่น บอกว่าตัวเองแค่สะดุด, เป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความโชคร้าย และสุดท้ายบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะกัดคู่แข่งเลยสักนิด

แม้ว่าภาพที่ออกมาทางโทรทัศน์จะดูร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม

คำพูดที่ออกมาจากปาก ซัวเรซ ฟังดูเหมือนว่าเขายอมโกหกทุกอย่าง ถึงต่อให้บอกว่าหมูเป็นสัตว์บินได้ก็เถอะ เขาก็จะยอมทำเพื่อให้ตัวเองดูไม่เป็นผู้ร้ายในสายตาคนอื่น

ถึงตรงนี้ หากทุกตัวอักษรที่กล่าวมายังไม่กระจ่างชัดแล้วล่ะก็ เรื่องต่อไปอาจกระตุกต่อมความคิดของใครหลายคนได้มากขึ้น

ตอนที่ ซัวเรซ เล่นให้ อาแจ็กซ์ ระหว่างช่วงขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ เอเรดิวิซี่ กับ เอฟซี ทเวนเต้ เมื่อปี 2010

ตอนนั้น ทเวนเต้ ที่นำเป็นจ่าฝูงของลีก มีคิวแข่งกับ เอ็นอีซี เบรด้า ในเกมสุดท้ายของซีซั่น ส่วน อาแจ็กซ์ เป็นอันดับ 2 ตามมา

ก่อนวันแข่งขัน ซัวเรซ เดินตรงไปหาบอร์ดบริหารของ อาแจ็กซ์ พร้อมเสนอให้บอร์ดบริหารติดต่อไปยังทีมเบรด้า เพื่อยื่นโบนัสให้ผู้เล่นของ เบรด้า คนละ 5,000 ยูโร ถ้าหาก เบรด้า ชนะ ทเวนเต้ ได้

ฟังดูแล้วน่าตลกที่สุด ลอกนึกภาพว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิด ลิเวอร์พูล เสนอจะจ่ายเงินให้คู่แข่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงที่ ‘หงส์แดง’ กับ ‘เรือใบสีฟ้า’ กำลังขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก

หรือไม่ก็คิดซะว่า จะเป็นอย่างไร ถ้า บาร์เซโลน่า ต้นสังกัดปัจจุบันของเขา พยายามที่จะกระชากแชมป์ ลา ลีกา จาก เรอัล มาดริด ด้วยข้อเสนอแบบเดียวกัน?!

ในหนังสืออัตชีวประวัติของ ซัวเรซ ที่ชื่อ Crossing The Line (ความหมายประมาณว่า -เลยเถิด- ซึ่งบางที ซัวเรซ อาจสื่อว่าอย่างน้อยเขาก็รู้สึกตัวว่าบางครั้งตัวเองทำเลยเถิดไปเหมือนกัน)

ว่าข้อเสนอของตัวเองในครั้งนั้นทำให้คนของ อาแจ็กซ์ ต่างพากันช็อกสุด ๆ

พวกเขาบอกว่า -ไม่ ไม่ ไม่! นายเพี้ยนไปแล้วเหรอ หลุยส์ ? อย่าพูดอะไรแบบนี้อีกนะ ที่ ฮอลแลนด์ เราไม่ทำอย่างนั้นกัน-

และสุดท้าย ทเวนเต้ ก็เอาชนะ เบรด้า 2-0 จนได้แชมป์ไปครอง ส่วน ซัวเรซ เองก็เจ็บใจแบบสุดขีด

 

ซึ่งกว่าที่สโมสรจะขอโทษ เอวร่า ก็ต้องรออีกหลายปีหลังจากนั้น และก็เป็นตอนที่ ซัวเรซ ย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า แล้ว

สิ่งที่ ลิเวอร์พูล ยอมเข้าข้าง ซัวเรซ สุดชีวิตอาจเพราะการที่เขามีนิสัยยอมทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ซึ่งมันก็เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นนักเตะชั้นนำได้

ที่จริง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ถึงขั้นเคยเขียนข้อความลงบนเสื้อยืดเพื่อยกย่อง ซัวเรซ ว่า -เป็นนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเล่นด้วย

“หลายประตูที่เขาทำได้และแนวทางการเล่นของเขามันน่าทึ่งมาก ๆ หลุยส์ ทำให้เราอึ้งสุด ๆ ตอนที่อยู่ในสนามซ้อม พอได้เห็นเขา คุณจะเข้าใจได้ทันทีเลยว่าเรามีนักเตะชั้นยอดอยู่ในทีม และพรสวรรค์แบบนั้นก็ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในตอนที่เขาเล่นกับ ลิเวอร์พูล ช่วงปลายปี 2013 และครึ่งแรกของปี 2014 ตอนนั้นใครก็หยุดเขาไม่ได้ มันยอดเยี่ยมสุด ๆ”

ซัวเรซ เป็นผู้เล่น ลิเวอร์พูล คนแรกที่ทำประตูในลีกได้อย่างน้อย 20 ลูกเป็นเวลา 2 ฤดูกาลติดต่อกัน นับตั้งแต่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ทำได้เมื่อซีซั่น 1994/95 และ 1995/96

ไม่เพียงแค่นั้น ผลงานฤดูกาล 2013/14 ทำให้เขาเป็นนักเตะ ‘หงส์แดง’ คนแรกที่ทำประตูในลีกได้ 30 ลูกขึ้นไป นับตั้งแต่ที่ เอียน รัช ทำได้เมื่อฤดูกาล 1986/87 โดย ซัวเรซ ทำไป 31 ประตูจาก 33 เกม

นอกจากนี้ซีซั่นดังกล่าว ซัวเรซ กวาดรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทุกสำนักไม่ว่าจะเป็นของสมาคมนักข่าวด้านฟุตบอลและสมาคมอื่น ๆ ที่เคยพยายามที่จะเล่นงานเขา

 

 

 

 

ซึ่งในวันนั้นทางทีม holiday palace คาสิโนออนไลน์ บอกว่า สมรภูมิแอนฟิลด์ กลายเป็นศัตรูกับอดีตฮีโร่ของพวกเขาอย่างแท้จริง

 

ย้อนกลับไปในวันที่ ดัลกลิช โดนปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล (ซึ่งบางส่วนมองว่าเป็นเพราะเขารับมือกรณี ซัวเรซ เหยียดผิว เอวร่า ไม่เหมาะสม)

Tags :

น่าเสียดายที่ทันไม่เกิดขึ้นกับทีม ฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ vs บาเยิร์น มิวนิค คู่หยุดโลกแห่งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019/20.. สุดท้ายแล้วก็เป็นแค่ความฝันฟุ้งๆ ที่มลายไปแล้ว  อ่านใจ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ว่าทำไมถึงจัดตัวค้านสายตาขนาดนั้น ผมคิดว่าเขาจัดตัวสำหรับเกมในอีก 4 วันข้างหน้า ไม่ใช่เกมนี้

จะว่ามองข้ามก็คงใช่ จะว่าประมาทเกินไปก็คงไม่ผิด แต่ถ้าเราเป็นเป๊ปเราจะมองเกมนี้อย่างไรในเมื่อมี บาเยิร์น มิวนิค ที่เพิ่งโขยกบาร์เซโลน่า 8 ประตูรออยู่ในรอบตัดเชือกเป็นบาเยิร์นที่ใกล้เคียงกับคำว่าไร้เทียมทาน กำลังเล่น ฟุตบอล ที่สมบูรณ์แบบ แข็งแกร่งทุกขุมกำลัง แถมยังมีเวลาพักมากกว่านักฟุตบอลของเขาอีก 1 วันเต็มๆ

ฟุตบอล

แน่นอนครับในเมื่อผลการแข่งขันออกมาเป็นแบบนี้เป๊ปคงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เมื่อทีมแพ้ตกรอบความผิดข้อหาคิดมากเกินไปก็พุ่งเข้าใส่เขาเป็นธรรมดา

เขาควรจะคิดเป็นนัดๆ ผ่านไปทีละด่านไว้ก่อน ฟุตบอลน็อกเอ๊าต์เกมเดียวจอดอย่างนี้ไม่มีโอกาสให้แก้ตัว หรืออย่างน้อยจะมองข้ามช็อตไม่มีใครว่าแต่ทำให้มันสมดุลกว่านี้ได้ไหม นักเตะเอ๊าต์ฟิลด์เป็นเชิงรับ 7 คน ตัวรุกแค่ 3 มันดูข้ามขั้นมากไปหรือเปล่า

หรืออย่างน้อยเป๊ปจัดตัวจริงอย่างนี้ ปรับระบบการเล่นแบบนี้ด้วยเหตุผลด้านแท็คติกก็เข้าใจได้ แต่แผนสองของเขาที่อยู่ข้างสนามควรนำมาใช้เร็วกว่านี้และมากกว่านี้ ริยาด มาห์เรซ ถูกส่งลงสนามนาที 56 แล้วคนต่อไปก็เป็น ดาบิด ซิลบา ก่อนหมดเวลา 6 นาที และก็หมดแค่นั้น

โควต้าที่เหลืออีก 3 คนไม่ถูกนำมาใช้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา กับ ฟิล โฟเด้น ไม่มีโอกาสสัมผัสเกมเลยแม้แต่นาทีเดียว

    ประมาทคู่ต่อสู้ ดูถูกคู่แข่ง เปลี่ยนทีมมากเกินไป ทั้งหมดนี้ต่างเป็นข้อหาที่โถมใส่เป๊ปหลังทีมตกรอบซึ่งก็แน่ล่ะมันถูกทั้งหมด เขาเองก็ย่อมรู้ตัวว่าทำพลาดไปแล้ว นอกจากลียงจะเล่นได้ดีสมกับที่เขี่ยยูเว่ตกรอบก็เป็นทีมของเขาเองที่เชื้อเชิญหายนะเข้าบ้านด้วยการจัดตัวและเปลี่ยนตัวแบบนั้น

สำหรับผมคิดว่าเขาไม่ผิดหรอกที่พยายามคิดข้ามช็อตมองถึงการทำอย่างไรก็ได้ให้ทีมตัวเองพร้อมที่สุดสำหรับเกมใหญ่ที่สุดที่รออยู่ เขาก็พยายามคิดและทำในแบบที่โค้ชชั้นดีควรจะทำ มุ่งตรงไปสู่เป้าหมายสูงสุด และสำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้แล้วเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาย่อมไม่ใช่แค่การผ่านรอบ 8 ทีมสุดท้ายแน่

ถ้าเป้าหมายของทีมคือแชมป์ ก็จำเป็นต้องจัดวางขุมกำลังเพื่อไปเอาแชมป์ กับฟุตบอลมินิทัวร์นาเม้นต์ที่เตะถี่และมีบาเยิร์น มิวนิคที่ได้พักมากกว่ารออยู่แบบนี้จะใส่สุดตัวในเกมที่ เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด เมื่อคืนแล้วพาสภาพร่างกายที่น่วมกว่าไปฟัดกับเสือใต้คงไม่ดีแน่

เขาอาจจะคิดมากเกินไป มันก็ใช่ ก็ผลมันจบลงแล้ว ทีมตกรอบแล้ว คำตอบก็ชัดเจน.. เขาคิดมากเกินไปจริงๆ

    มันน่าแปลกเมื่อเรามองธรรมชาติของเป๊ปที่ไม่ค่อยคิดมากกับเรื่องนี้เพราะกระทั่งฟุตบอลถ้วยอย่างลีกคัพหรือเอฟเอคัพเขายังส่งนักเตะตัวจริงของทีมชุดใหญ่ลงเล่นครึ่งค่อนทีมแม้จะเจอกับทีมเล็กๆ มันแสดงให้เห็นว่าเขาหวังกับแชมป์ยุโรปของแมนเชสเตอร์ ซิตี้มากเหลือเกินจนต้องมองข้ามไปถึงเกมที่อันตรายที่สุดโดยไม่ทันฉุกคิดว่าการทำแบบนี้นี่แหละอันตรายยิ่งกว่า

เป๊ปจะจัดวางตัวจริงอย่างไรย่อมมีเหตุผลของเขาเพราะเขารู้จักทีมตัวเองดีกว่าใครและต้องศึกษาคู่ต่อสู้มาในระดับหนึ่งเช่นกัน โอลิมปิก ลียงเพิ่งจะน็อกทีมใหญ่อย่างยูเวนตุสตกรอบย่อมต้องมีอะไรดี และ รูดี้ การ์เซีย กุนซือคู่แข่งก็ได้ชื่อว่าจัดจ้านในวงการอีกคนเหมือนกัน

ผังการเล่นจากเว็บไซต์ยูฟ่าก่อนเริ่มเกมยังเชื่อว่าซิตี้เล่นระบบ 4-3-3 ที่ถนัดโดยมิดฟิลด์ตัวกลางสามคนเป็นแฟร์นันดินโญ่ อิลคาย กุนโดกัน และ โรดรี้ แต่พอลงเล่นจริงๆ แฟร์นันดินโญ่ถอยลงไปยืนเซนเตอร์แบ๊กฝั่งขวา มี เอริค การ์เซีย ยืนตัวกลาง และ อายเมอริก ลาป๊อร์กต์ เล่นฝั่งซ้าย

การปรับระบบเป็น 3-5-2 เพื่อให้คู่ต่อสู้สับสนเพราะเตรียมตัวมารับมือกับ 4-3-3 อันนี้ก็เป็นไปได้ อีกทั้งการยืนเซนเตอร์แบ๊ก 3 คนก็ช่วยขันเกมป้องกันไม่ให้หลุดง่ายๆ ผมคิดว่าเป๊ปมองไปที่ชัยชนะ 1-0, 2-0 หรือ 2-1 ไม่ใช่ 5-0, 6-0 หรือ 8-2 คือจัดตัวแค่ชนะแล้วมีทีมชุดใหญ่ที่พร้อมในเกมวันพุธกับบาเยิร์นตามโจทย์ที่ตั้งเอาไว้

เป๊ปอาจจะมั่นใจในทีมของเขามากเกินไปและประเมินความยากของเกมเจอลียงน้อยไปหน่อย การจัดทีมแบบนี้ทำให้บอลของซิตี้ขาดการทะลุทะลวงอย่างที่เคยเป็น กุนโดกัน กับ โรดรี้ แค่คุมเกมไม่ใช่ทำเกมหรือเป็นตัวปล่อยบอลที่เปิดแผลคู่แข่ง เกมกลายเป็นถ่างออกข้างมากกว่าแทงขึ้นหน้า

บอลฝากทำชิ่งเข้าเขตโทษจากตัวกองหน้าริมเส้นที่เป็นอาวุธโคตรอันตรายขาดหาย เรือใบสีฟ้าที่ไม่มีตัวรุกจัดๆ โจมตีทางริมเส้นซ้ายขวานั้นดูจะคลายความน่ากลัวลงไปมาก

    มันกลายเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ไม่ได้เล่นแบบแมนเชสเตอร์ ซิตี้เท่าไหร่ เป๊ปแลกความพร้อมสำหรับเกมกับบาเยิร์นด้วยการยอมเสียความเป็นตัวเองไปในเกมนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสถานการณ์ไม่ค่อยเป็นใจการเปลี่ยนตัวก็ยังดูจะไม่สอดคล้องกัน เขายังเลือกเก็บอาวุธเอาไว้ไม่ใช้งาน ส่งแค่มาห์เรซแทนแฟร์นันดินโญ่หลังเริ่มครึ่งหลังไปได้ 11 นาทีคนเดียวเท่านั้น ส่วนการเปลี่ยนตัวคนที่สองต้องรอถึงนาที 84

หาก แบร์นาร์โด้ หรือ โฟเด้น ถูกส่งลงมาแทน กุนโดกัน หรือ โรดรี้ สักคนเร็วกว่านั้นน่าจะทำให้เกมรุกดุดันขึ้น และเป็นฟุตบอลในแบบแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มากขึ้น

สุดท้ายแล้วก็ได้แต่เสียดาย เกมในฝัน แมนฯ ซิตี้ – บาเยิร์น มิวนิค ที่เหมือนคู่ชิงกลายๆ แตกสลายเหมือนลูกโป่งฟองสบู่แตกดังโพละ

เว็บ เล่น holiday palace ผ่าน iphone บอกว่าตอนที่ถูกนำอีกครั้งเป็น 2-1 ผมเชียร์ให้ซิตี้ตีเสมอให้ได้ อยากให้พวกเขาชนะด้วยอยากเห็นเกมหยุดโลกในรอบตัดเชือก แต่พอ ราฮีม สเตอร์ลิง ยิงจ่อๆ ไม่เข้าและโดนฝังเป็น 3-1 ในอีกแค่ 59 วินาทีให้หลังก็ได้แต่ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

 

Tags :

 ศึกลูกหนัง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019/20 ปิดฉากลงไปอย่างเป็นทางการเรียบร้อย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งสามสโมสร ฟุตบอล ที่ต้องตกชั้นลงไปโลดแล่นในเวที แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาลหน้านั้น

และคู่ควรที่จะได้รับความสนใจจากบรรดาสโมสรที่ใหญ่กว่า ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากบางคนได้อยู่โชว์เพลงแข้งในเวที พรีเมียร์ลีก ต่อในฤดูกาลหน้า หรือไม่ก็ย้ายไปค้าแข้งในลีกระดับสูงที่อื่น และนี่คือ 11 แข้งที่น่าสนใจจากสามสโมสร ฟุตบอล ตกชั้น ซึ่งคัดสรรโดยสื่อชื่อดังของอังกฤษอย่าง The Sun

ฟุตบอล

 – เบน ฟอสเตอร์ (วัตฟอร์ด)     นายทวารวัย 37 ปี มีประสบการณ์เพียบในลีกสูงสุดอังกฤษ โดยลงเฝ้าเสาไปทั้งสิ้น 364 นัด เก็บคลีนชีตได้ 88 ครั้ง ดังนั้น ฟอสเตอร์ ถือเป็นผู้รักษาประตูที่น่าสนใจทีเดียว

ซึ่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็มีกระแสข่าวว่า ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อยากได้เจ้าตัวไปสร้างความกดดันให้กับนายประตูมือหนึ่้งอย่าง อูโก้ โยริส

แต่ข่าวการย้ายทีมก็เงียบไป หลัง ฟอสเตอร์ ตกลงขยายสัญญากับ “แตนอาละวาด” เมื่อเดือนก่อน

 – แม็กซ์ แอรอนส์ (นอริช ซิตี้)

ฤดูกาลที่ผ่านมา แอรอนส์ ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก ให้ นอริช ไปถึง 36 นัด และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ จนมีข่าวว่า สเปอร์ส (อีกแล้ว)

อยากได้ตัวไปร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ และด้วยการที่ตอนนี้ “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” ตกชั้นเรียบร้อย จึงน่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับ “ไก่เดือยทอง” ในการเร่งปิดดีลกระชากตัว แบ็กขวาวัย 20 ปี ไปร่วมก๊วน

 – นาธาน อาเก้ (บอร์นมัธ)

อาเก้ ถือเป็นกองหลังฝีเท้าดีที่ใครๆ ก็ทราบกันดี โดยเมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่อปิดดีลได้แล้ว แต่สุดท้ายข่าวก็เงียบๆ ไป ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

รวมถึงต้นสังกัดเก่าอย่าง เชลซี ก็มีข่าวอยากได้ตัว ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์วัย 25 ปี เช่นกัน ซึ่งถึงแม้ บอร์นมัธ เคยตั้งค่าหัว อาเก้ ไว้สูงถึง 80 ล้านปอนด์

 – เบน ก็อดฟรีย์ (นอริช ซิตี้)

เป็นอีกหนึ่งแข้งที่น่าสนใจจากค่าย “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” ซึ่งเราอาจจะได้เห็นเขาออกไปค้าแข้งในลีกต่างแดนก็เป็นได้ เพราะช่วงที่ผ่านมามีข่าวว่า

สองสโมสรดังในศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน อย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ แอร์เบ ไลป์ซิก กำลังให้ความสนใจอยู่ ขณะที่ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ พรีเมียร์ลีก ก็เล็งๆ ปราการหลังวัย 22 ปี รายนี้เช่นกัน

 – ดีเอโก้ ริโก้ (บอร์นมัธ)

แม้ทัพ “เดอะ เชอร์รี่ส์” จะกระเด็นตกชั้น แต่ แบ็กซ้ายชาวสแปนิชวัย 27 ปี ซึ่งย้ายมาจาก เลกาเนส เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2018 ถือเป็นนักเตะอีกคนในสังกัดที่ทำผลงานได้น่าจับตา

โดยเฉพาะการเติมเกมรุก ซึ่งประสบการณ์ในเกม พรีเมียร์ลีก 39 นัดนั้น เจ้าตัวจัดไป 4 แอสซิสต์ ถือว่าไม่เลวเลย

 – เคราร์ด เดวโลเฟว (วัตฟอร์ด)

เรื่องฝีเท้าของ อดีตเด็กปั้น บาร์เซโลน่า คนนี้ ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว แต่น่าเสียดายที่ปัญหาบาดเจ็บอย่างรุนแรงตรงหัวเข่า ทำให้เจ้าตัวต้องพักแข้งยาวมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์

ทว่าผลงานของ เดวโลเฟวก่อนเดี้ยงนั้น ถือว่าไม่ใช่เล่นๆ เลย เพราะเจ้าตัวกดไป 4 ประตู กับ 5 แอสซิสต์ จากการลงเล่นเกมลีก 28 นัด ดังนั้นเมื่อกลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง เดวโลเฟว

 – อับดูลาย ดูคูเร่ (วัตฟอร์ด)

มิดฟิลด์เฟร้นช์แมนวัย 27 ปี ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดระยะเวลา 4 ฤดูกาลที่อยู่รับใช้ทัพ “แตนอาละวาด” โดยลงเล่นไปทั้งสิ้น 141 นัด ทำได้ 17 ประตู

แต่เราคงจะไม่ได้เห็นเขาอยู่เล่นในระดับ แชมเปี้ยนชิพ ค่อนข้างแน่ เพราะเจ้าตัวแย้มเอาไว้ตั้งแต่เดือนมกราคมแล้วว่า ตั้งเป้าที่จะย้ายทีมหลังจบซีซั่น

 – ท็อดด์ แคนท์เวลล์ (นอริช ซิตี้) 

แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะได้เห็น แคนท์เวลล์ อยู่กับ นอริช ต่อ เพราะฤดูกาลที่ผ่านมา มิดฟิลด์เลือดผู้ดีวัย 22 ปี ทำผลงานได้เข้าตาเหลือเกิน โดยลงเล่นเกมลีกไปทั้งสิ้น 37 นัด

ทำได้ 6 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ จนมีข่าวเกี่ยวโยงกับบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ทั้งในและนอกประเทศ อย่างเช่น ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ บาเยิร์น มิวนิค เป็นต้น

 – โจชัว คิง (บอร์นมัธ)

หัวหอกทีมชาตินอร์เวย์วัย 28 ปี มีผลงานทำ 48 ประตู กับ 14 แอสซิสต์ จากการลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก 161 นัด ให้ทัพ “เดอะ เชอร์รี่ส์” ดังนั้น คิง จึงถือเป็นกองหน้าที่น่าสนใจทีเดียว

สำหรับเหล่าสโมสรในศึก พรีเมียร์ลีก และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ต้นสังกัดเก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยมีข่าวอยากได้เจ้าตัวกลับสู่ถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

 – ตีมู ปุ๊กกี้ (นอริช ซิตี้)

เว็บ holiday palace สมัคร บอกว่าเป็นอีกหนึ่งของดีจากถิ่น แคร์โรว์ โร้ด แม้ 13 เกมหลังสุดในศึก พรีเมียร์ลีก เจ้าตัวผลิตสกอร์ไม่ได้เลยก็ตาม แต่ผลงานโดยรวมตลอดทั้้งซีซั่น

กระทุ้งไป 11 ประตู จากการลงเล่น 36 นัด ซึ่งถือว่าไม่เลว และนั่นทำให้ กองหน้าทีมชาติฟินแลนด์วัย 30 ปี มีข่าวเกี่ยวโยงกับ เบซิคตัส สโมสรยักษ์ใหญ่ลีกตุรกี

 – ทรอย ดีนี่ย์ (วัตฟอร์ด)

แม้อายุปาเข้าไป 32 ปีแล้ว แต่ ดีนี่ย์ ถือเป็นของดีที่น่าสนใจไม่น้อย หลังจากที่กดไป 10 ประตู จาก 27 เกมในศึก พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด โดยปัจจุบันเหลือสัญญากับ “แตนอาละวาด”

อีกแค่ปีเดียว ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่เจ้าตัวจะเลือกอำลาทีมช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่เจ้าตัวเปรยๆ เอาไว้เรียบร้อย หลังจบเกมปิดซีซั่นที่ วัตฟอร์ด บุกพ่าย อาร์เซน่อล 2-3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

Tags :

ทีม ฟุตบอล ลิเวอร์พูล ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกที่ต้องการไปแล้วก็จริง แต่ดูเหมือนจะยังเหลือภารกิจอีกนิดหน่อยอันดับแรกคือกระทืบสถิติสะสมคะแนนมากที่สุด 100 แต้มที่ แมนฯ ซิตี้ ทำไว้เมื่อฤดูกาล 2018-19

ตอนนี้ทีม ฟุตบอลหงส์” สะสมไปแล้ว 89 แต้ม เหลืออีก 5 นัด มีอีก 15 แต้มให้เก็บ หากลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ สามารถยัดเยียดความปราชัยให้คู่แข่งอีก 4 นัด ก็จะมีคะแนนรวมทั้งหมด 101 แต้ม ทำลายสถิติเดิมได้สำเร็จ เข้าใจว่า ลิเวอร์พูล คงไม่ซีเรียสกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ประมาณว่าทำได้ก็ดี – ทำไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อนอะไร

ฟุตบอล

เรียกว่าเป็นผลพลอยได้จากการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกซะมากกว่า เพราะอย่างที่ รอย คีน เคยบอก เจมี่ คาร์ราเกอร์ นั่นแหละว่าในเหรียญรางวัลชนะเลิศ มันไม่ได้สลักคะแนนที่แชมป์ได้เอาไว้สักหน่อย

อีกหนึ่งสถิติที่เป็นผลพลอยได้คือการเอาชนะคู่แข่งในบ้านให้ครบทั้ง 19 นัด

 

สำหรับเจ้าของสถิติเล่นในบ้านดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก คือ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อฤดูกาล 2010-11

ซีซั่นนั้น แชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างพลพรรคปีศาจแดงทำสถิติชนะในบ้านได้ถึง 18 นัด หลุดเสมอไปเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้นเอง

สถิติในบ้าน ณ จุดนี้ของ ลิเวอร์พูล คือชนะ 17 นัด เสมอ 0 เสมอ 0 ได้ 46 เสีย 12 หมายความว่าฤดูกาลนี้ พวกเขาชนะในบ้าน 17 เกมติดต่อกัน ซึ่งจัดเป็นสถิติที่เหี้ยมโหดและอำมหิตดีนักแล

หากนับรวมกับฤดูกาลที่แล้วด้วย เท่ากับว่าตอนนี้ “เครื่องจักรสีแดง” เอาชนะผู้มาเยือนในบ้านของตัวเองไปแล้วถึง 24 นัดติดต่อกัน

…ว่าแล้วขออนุญาตสบถถึงของเหลวในลำไส้ด้วยสำเนียงสเก๊าเซอร์สที่กำลังหาหนูมากินเล่น !!!

ทีมสุดท้ายที่กลับออกมาจาก แอนฟิลด์ พร้อมกับมีชีวิตรอดปลอดภัยออกไปคือ เลสเตอร์ ซิตี้

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2019 โน่นนนนนนน – เกมนั้นจบลงด้วยการเสมอกัน 1-1 และนับแต่นั้น ลิเวอร์พูล ก็กะซวกคู่แข่งในพรีเมียร์ลีกที่บ้านของตัวเอง 24 นัดติดต่อกัน

ส่วนอาการ “คาบ้าน” ครั้งล่าสุดในพรีเมียร์ลีกที่ แอนฟิลด์ บังเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2017

ทีมสุดท้ายที่บุกไปเหยียบจมูก ลิเวอร์พูล ในพรีเมียร์ลีก คือ คริสตัล พาเลซ     อีก 2 นัดในบ้านที่เหลือในฤดูกาลนี้คือ เบิร์นลี่ย์ (11 กรกฏาคม 2020) กับ เชลซี (22 กรกฏาคม 2020)

เกมที่ต้อนรับการมาเยือนของ เบิร์นลี่ย์ ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะครับ เพียงแค่เล่นได้ตามมาตรฐาน ลิเวอร์พูล น่าจะยัดเยียดความปราชัยให้ผู้มาเยือนได้ไม่ยาก ก่อนทำสถิติเป็นชนะ 18 นัดในบ้าน

เหลือเกมเดียวกับ เชลซี ในวันพุธที่ 22 กรกฎาคม

หากไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นเสียก่อน ขอบอกว่าการศึกครั้งนี้มีความสำคัญด้วยกัน 3 ประการ

1. มันเป็นเกมที่โทรฟี่พรีเมียร์ลีกจะเดินทางไปที่ แอนฟิลด์ เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1995 (แถมครั้งนั้นมันเดินทางไปให้
แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ได้สัมผัสและชื่นชม)

2. มันเป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล มีสิทธิ์ทำสถิติเป็นทีมแรกและทีมเดียวในยุคพรีเมียร์ลีกที่ชนะในบ้านทั้ง 19 นัด

3. ถึงตอนนั้น เชลซี น่าจะยังคงบดบี้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด,
เลสเตอร์ และวูล์ฟส์ เพื่อแย่งกันเป็น “ท็อปโฟร์” อย่างเมามัน พวกเขาจึงต้องการมีแต้มที่ แอนฟิลด์ สุดๆ

“เด็กผี” จะได้เชียร์ “หงส์แดง” แบบสุดลิ่มทิ่มถูรูก็เกมนี้นี่แหละครับ

คำถามคือแล้ว “เดอะ ค็อป” จะเล่นเต็มที่และใส่เต็มสูบมากขนาดไหน ในเมื่อชัยชนะของทีมตัวเองอาจหมายถึงการได้ไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของคู่แค้นตลอดชาติอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ???

อืมมมมมมมมม…นะ

คิดดูนะครับว่าถ้าพลพรรคปีศาจแดงไม่ได้ไปเล่นในถ้วยใหญ่ยุโรปเป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน มันจะส่งผลเสียหายต่อพวกเขาอย่างหนักหนาสาหัสมากขนาดไหน

ทั้งรายได้ที่จะหดหายไปอย่างมหาศาล รวมถึงแรงดึงดูดผู้เล่นระดับดาวดัง

หากต้องการเป็นหนึ่งไปนานๆ พลางกดหัวคู่แค้นตลอดชาติของตัวเองให้ไม่ต้องไปผุดไปเกิด เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็แค่จัดตัวสำรอง + ดาวรุ่งลงไปยืดเส้นยืดสายในสนาม

ต่อให้ไม่ชนะก็ไม่ถึงกับเสียหายอะไรมาก แค่อดทำสถิติต่างๆ อันเป็นผลพลอยได้จากการเป็นแชมป์เท่านั้นเอง ในเมื่อได้แชมป์ไปเรียบร้อยตั้งนานแล้ว

ถ้าคิดแบบไทยๆ หรือคิดแบบ “คนไทย” ที่ตั้งใจทำอะไร ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ลิเวอร์พูล อาจยอมทิ้งสถิติอันสวยหรูของตัวเอง เพื่อกดหัวเจ้ากรรมและนายเวรของตัวเองให้อยู่ใต้ตีนไปนานๆ

แต่ ‘มืออาชีพ’ คงไม่คิดแบบแฟนบอล ‘มือสมัครเล่น’ ในโลกโซเชี่ยลที่วันๆ นั่งเมนต์อะไรโง่ๆ ด่ากัน แล้วก็เอาชนะกันอยู่หน้าจอคอมฯ

แน่นอนครับ พวกเขามีความเป็นมืออาชีพ และอุดมด้วยสปีริตมากพอที่จะไม่ทำอะไรแบบนั้น แม้กาลครั้งหนึ่ง

สตีเว่น เจอร์ราร์ด จะเคยบรรจงถวายพานให้ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา เอาลูกไปกระทุ้งทีมตัวเองจน แมนฯ ยูไนเต็ด ชวดแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างน่าเจ็บใจมาแล้ว ซึ่งนั่นมันน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญซะมากกว่า

ย้อนกลับไปในเกมสุดท้ายของฤดูกาล 1994-95

แค่ ลิเวอร์พูล ยอมอ่อนข้อให้ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ของ เคนนี่ ดัลกลิช อดีตดาวเตะระดับตำนานของตัวเอง คู่แค้นอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็จะหมดสิทธิ์เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไม่ต้องลุ้น ทว่าพวกเขากลับแสดงความเป็นมืออาชีพพลางทุ่มเทแบบเต็ม 80,000 ตีนถีบจนยัดเยียดความปราชัยให้ทีมกุหลาบไฟได้สำเร็จโดยไม่สนใจเรื่องอื่นใด

หงส์แดงเต็มที่แบบไม่มีกั๊กแล้ว ทว่าพลพรรคปีศาจแดงดันไม่มีปัญญาเอาชนะ เวสต์แฮม เอง จึงส่งผลให้ทีมของ “คิง เคนนี่” ยังได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอยู่ดี

ฉะนั้น & ฉะนี้

เว็บ ดาวน์โหลด โปรแกรม holiday palace บอกว่าผู้มีจิตศรัทธาในปีศาจแดงสบายใจได้ครับ เพราะ ลิเวอร์พูล ย่อมนึกถึงศักดิ์ศรีและสถิติของตัวเองเป็นสำคัญ โดยไม่แยแสหรอกว่ามันจะช่วยให้ทีมคู่แค้นแบบฆ่าล้างโคตรของตัวเองได้ลืมตาอ้าปากหรือเปล่า

ผมมั่นใจแบบเต็มประดาว่า ลิเวอร์พูล จะพยายามทำสถิติชนะในบ้านทั้ง 19 นัด เพื่อฉลองโทรฟี่พรีเมียร์ลีกที่ แอนฟิลด์ อย่างได้อารมณ์และความรู้สึกอันยิ่งใหญ่เพียงแต่จะทำได้หรือเปล่า นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

Tags :

ปอล ป็อกบา ส่งสัญญาณให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม ฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เห็นแล้วว่าตอนนี้สภาพร่างกายของเขาฟิตเต็มร้อย และสามารถลงมาสร้างความแตกต่างให้กับเกมได้ หลังมีส่วนนำ “ปีศาจแดง” บุกเสมอ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-1 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ โดนจับนั่งอยู่ในซุ้มม้านั่นสำรองในครึ่งแรก ก่อนที่ โซลชา จะเปลี่ยนตัวลงสนามเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์ของทีม ฟุตบอล ที่สกอร์เป็นรองเจ้าบ้าน 1-0 งานนี้ ป็อกบา ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อโชว์สเต็ปเท้าหลอก เอริก ดายเออร์ จนต้องทำฟาวล์ในเขตโทษ ส่งผลให้ทีมได้จุดโทษจนนำไปสู่สกอร์ตีเสมอ 1-1

ฟุตบอล

สำหรับตอนนี้สาวก “เร้ด อาร์มี่” คงได้เห็นเต็มสองตาแล้วว่า ป็อกบา กับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส สามารถเล่นร่วมกันได้ และครึ่งชั่วโมงสุดท้ายที่ทั้งสองคนได้ทำงานร่วมกัน ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับแดนกลาง และเกมรุกของทีมอย่างชัดเจน

1. เคน, ซน, ลาเมล่า ประสานงานไม่เข้าขา  
ต้องยอมรับว่า แฮร์รี่ เคน และ ซน ฮึง-มิน คือสองแนวรุกตัวความหวังของ สเปอร์ส ในเกมนี้ และ โชเซ่ มูรินโญ่ ตั้งใจส่งสองคนนี้ลงเล่นพร้อมกัน โดยที่ เอริค ลาเมล่า คอยทำหน้าที่เชื่อมเกมระหว่างแดนกลางกับแดนหน้า แต่แล้วทั้งสามคนยังเล่นขาดๆ เกินๆ

โดยเฉพาะ ลาเมล่า กับ ซน แมตช์นี้แฟนบอล “น้องไก่” คงรู้สึกเหมือนกันว่าทั้งคู่เล่นไม่ “คลิก” กันเลย ดูเหมือนไม่ได้ซ้อมกันมา เพราะทุกคนที่ ลาเมล่า ส่งบอลให้ กองหน้าทีมชาติเกาหลีใต้ ไม่ผิดจังหวะ ก็ผิดช่อง ทำให้เกมรุกที่กำลังอันตรายกลายเป็นล้มเหลวไปอย่างน่าเสียดาย

ในส่วนของ ซน แมตช์นี้ยังถือว่าทำผลงานได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ระดับปกติที่เขาเคยทำได้ในช่วงหลายๆ เกมก่อนหน้านี้ สำหรับ เคน รายนี้ต้องบอกว่าหายไปจากเกมจริงๆ จะโผล่มาให้เห็นหน้าก็ตอนที่ทีมได้ลูกฟรีคิก แต่ก็เท่านั้นเพราะเรดาร์ยิงประตูในเกมนี้ไม่สามารถจับเป้าได้เลย

2. ป็อกบา-บรูโน่ ดูดีมีอนาคต  
ก่อนเกมนี้มีหลายกระแสเชื่อมั่นว่า ปอล ป็อกบา กับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะได้มีโอกาสประสานงานร่วมกันเป็นครั้งแรกในเกมลีก และคาดว่า โซลชา คงไม่ปล่อยโอกาสแบบนี้ เพราะการมียอดกองกลาง 2 คนลงสนามพร้อมกันย่อมสร้างโอกาสให้กับแนวรุกของ “ผีแดง” มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม “น้าลูกอม” กับสร้างความมึนงงให้กับสาวก “เร้ด อาร์มี่” ด้วยการเลือก สตาร์ลูกหนังโปรตุกีส ลงตัวจริง ในขณะที่ มิดฟิลด์แชมป์โลกเลือดเฟร้นช์ ต้องนั่งเคาะหน้าแข้งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง ก่อนจะถูกส่งลงมาเล่นในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย

การส่ง ป็อกบา ลงสนามทำให้จังหวะการเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด เปลี่ยนไปทันที โดยทีมสามารถครองเกมแดนกลางได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แถมนักเตะยังมีเด็ดในจังหวะการเปิดบอลยาว และการกระชากลากเลื้อย ซึ่งเจ้าตัวก็แสดงให้เห็นแล้วในจังหวะโชว์สเต็ปเท้าหลอก เอริก ดายเออร์ จนต้องทำฟาวล์ ทำให้ทีมได้จุดโทษ ก่อนที แฟร์นันด์ส จะซัดตีเสมอ

3. เด เคอา มีทั้งดีและร้าย 
กลายเป็นประเด็นให้ต้องพูดถึงอีกครั้งสำหรับ ดาบิด เด เคอา ทำผลงานทั้งดีและร้ายในแมตช์นี้ ซึ่งมีผลอย่างมากกับผลการแข่งขันของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในแมตช์นี้  และทำให้เกิดคำถามขึ้นมาอีกครั้งว่า ตอนนี้ โกลชาวสแปนิช เหมาะสมที่จะทำหน้าที่เป็นมือ 1 ต่อไปอีกไหม

เด เคอา เคยทำผิดพลาดมาแล้วหลายครั้งในฤดูกาลนี้ และทำให้ทีมพลาดผลการแข่งขันที่ต้องการไปหลายเกม โดยในเวลานี้แฟนบอล “ปีศาจแดง” เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า ตอนนี้ได้เวลาที่จะต้องดร็อปโกลทีมชาติสเปน เพื่อจะเปิดโอกาสให้ ดีน เฮนเดอร์สัน เข้ามาสวมเสื้อเบอร์ 1 แทนได้หรือยัง

จังหวะที่ “เร้ด เดวิลส์” เสียประตูในครึ่งแรก แน่นอนว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ก็มีส่วนต้องโดนตำหนิด้วยเช่นกันเมื่อเขาพลิกตัวช้าเป็นเรือเกลือทำให้โดน สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น กระชากบอลหนีก่อนจะตะบันเต็มข้อ บอลพุ่งใส่ เด เคอา แต่เขาไม่สามารถหยุดบอลได้ทั้งๆ ที่บอลตรงตัว

แม้อาจจะมีข้อแก้ตัวว่าจังหวะนั้นบอลพุ่งมาแรงจนยากจะรับได้ แต่หลายคนก็มองว่า เด เคอา มีโอกาสได้เห็นบอลชัดเจน และบอลก็ตรงตัว แต่เขาดูเหมือนสองจิตสองใจว่าจะชกหรือจะรับ จนสุดท้ายบอลพุ่งใส่ใกล้จนสุดท้ายเข้าไปซุกก้นตาข่าย

กระนั้น เด เคอา ก็มีชอตซูเปอร์เซฟเช่นกันเมื่อเขาป้องกันจังหวะที่ ซน ฮึง-มิน โหม่งเต็มกบาลสวนทาง แต่ นายทวารทีมชาติสเปน ก็มือไวเหลือเกินสามารถพุ่งปัดข้ามคานได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ซึ่งจังหวะนั้นถือว่าสำคัญมาก เพราะหากทีมโดนนำ 2-0 โอกาสกลับมาสู่เกมแทบจะไม่มี

4. สเปอร์ส สวนกลับได้สุดยอด
การเล่นเกมสวนกลับคือสุดเด่นที่ โชเซ่ มูรินโญ่ นำมาใช้กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในแมตช์นี้ เพราะทีมของ “เฮียมู” แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีศักยภาพชั้นยอดเล่นอย่างสุขุม และรอจังหวะความผิดพลาดจากคู่แข่ง ก่อนจะฉกฉวยมันให้เกิดประโยชน์กับทีม

แมตช์นี้ มูรินโญ่ รู้อยู่แล้วว่าขุมกำลังของ สเปอร์ส เป็นรอง แมนฯ ยูไนเต็ด และทีมก็ยังขาด เดเล่ อัลลี่ ในแดนกลาง ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องพยายามเล่นเกมรับให้เหนียวแน่น และไม่จ่ายบอลเสีย จากนั้นก็รอจังหวะผิดพลาดของ “ปีศาจแดง” เพื่อจะได้เล่นเกมสวนกลับเร็ว

แน่นอนว่าแผนนี้ใช้ได้ผล เพราะในจังหวะโหม่งบอลไม่เคลียร์ของ ลุค ชอว์ ทำให้ แซร์จ โอริเย่ร์ ตัดบอลได้ และส่งให้ เบิร์กไวจ์น ใช้สปีดและความแข็งแรงวิ่งฉีกหนี แม็กไกวร์ เข้าไปตะบันบอลเต็มแรงผ่านมือ เด เคอา ทำให้เจ้าบ้านขึ้นนำ นี่คือประตูสำคัญมากๆ เพราะส่งให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ มูรินโญ่ วางเอาไว้ทุกอย่าง

กระนั้นจากความผิดพลาดส่วนบุคคลของ ดายเออร์ ที่เข้าบอลโฉ่งฉ่าง ทำให้ทีมเสียจุดโทษ ก็ถือเป็นการบ้านให้ มูรินโญ่ ต้องเอาไปขบคิดเกี่ยวกับติวลูกทีมให้เล่นอย่างมีสมาธิ และรู้จักรักษาผลการแข่งขันให้ได้

5. โยริส โชว์ฟอร์มเหนือชั้น
ต้องยอมรับว่า อูโก้ โยริส มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คว้า 1 แต้มสำคัญในแมตช์นี้ ซึ่งจริงๆ พวกเขาควรจะได้ 3 คะแนนด้วยซ้ำ หากไม่เกิดจังหวะผิดพลาดของ ดายเออร์ จนทำให้ทีมเสียจุดโทษ แบบไม่น่าเสียจริงๆ

เว็บ สมัคร เอเย่นต์ holiday บอกว่านายทวารเลือดเฟร้นช์ แสดงให้เห็นแล้ว่าทำไมเขายังคงยึดมือ 1 ของทีมได้ในยุค มูรินโญ่ เพราะเจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้เหนียวหนึบสุดๆ ในแมตช์นี้ โดยสถิติระบุอย่างชัดเจนว่าเขาป้องกันจังหวะชี้เป็นชี้ตายถึง 7 ครั้งในแมตช์นี้ ถือว่าสำคัญมากๆ

Tags :

สำหรับผู้เล่นที่เคยติดทีม ฟุตบอล ชาติอังกฤษชุดใหญ่ตอนวัยแค่ 21 ปี และเคยเกือบได้แชมป์พรีเมียร์ลีกกับ ลิเวอร์พูล สมควรเหลือเกินที่เขาควรจะอยู่ในช่วงพีคสุด ๆ กับปัจจุบันที่มีอายุ 27 ปี

อย่างไรก็ตาม หลังวันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป ดาวเตะผู้นี้จะกลายเป็นผู้เล่นไร้สังกัด ชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์กลับถอยหลัง กราฟชีวิตที่เคยพุ่งสูงชิฟท์ลงเหมือนกลับมาเริ่มต้นใหม่จอน ฟลาเนแกน โด่งดังเอามาก ๆ ตอนที่ก้าวขึ้นมาเล่นทีม ฟุตบอล ชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล เล่นแบ็กขวาก็ทำได้ดี

ฟุตบอล

ครั้งหนึ่งฟอร์มจัดจ้านจนเดอะ ค็อป เรียกติดปาก “สเกาส์ คาฟู” (Scouse Cafu) แถม คาฟู ตัวจริงยังออกมายกย่องด้วยตัวเอง, ก้าวไปติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ตอนอายุ 21 ปี และเกือบได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ตอนฤดูกาล 2013/14

คำถามคือทำไมกราฟชีวิตของ ฟลาเนแกน ถึงได้ร่วงเร็วขนาดนี้ มันใช่เพราะเรื่องอาการเจ็บหรือเปล่า? คำตอบทั้งหมดมีอยู่ด้านล่างนี้ครับ

จอน ฟลาเนแกน เข้าสู่รั้วอคาเดมี่ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ โตมาโดยมี สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ เป็นไอดอล

เคนนี่ ดัลกลิช คือผู้เปิดโอกาสให้ ฟลาเนแกน วัย 18 ปี ประเดิมสนามทีมชุดใหญ่ ‘หงส์แดง’ ในเกมเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ตอนเดือนเมษายน ปี 2011

ใครจำได้เกมนั้น ไฮไลท์เด็ด ๆ ของ ฟลาเนแกน มีหลายช็อต โดยเฉพาะจังหวะเข้าสกัดใส่ แกเร็ธ แบร์รี่ จน เดอะ ค็อป ใน แอนฟิลด์ ส่งเสียงเชียร์กันดังลั่น ขณะที่ คิง เคนนี่ พูดหลังจบเกมพร้อมรอยยิ้มว่า “เจ้าเด็กคนนี้ทำได้ไม่เลวเลย”

หลังจากวันนั้น ฟลาเนแกน ลงสนามภายใต้ทีมของ ดัลกลิช อีก 14 นัด และก้าวเป็นตัวหลักเต็มตัวในยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือคนต่อมา

ฤดูกาล 2013/14 นอกจากผลงานโดยรวมของ ลิเวอร์พูล ที่เกือบไปถึงฝั่งฝันบัลลังก์ พรีเมียร์ ลีก โดยส่วนตัว ฟอร์มของ ฟลาเนแกน ถือว่าทำได้เหนือความคาดหมายของทุก ๆ คน

 

“ผมจะไม่มีวันลืมความรู้สึกของการทำประตูในวันนั้น, ได้ฉลองต่อหน้าแฟนบอลตรงอัฒจันทร์ของฝั่งทีมเยือน รวมถึงการที่ได้เห็นคุณพ่อของผมอยู่ในกลุ่มแฟนบอล” ฟลาเกแกน เปิดใจ

“นั่นเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของผม ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าเราจะก้าวขึ้นมามีลุ้นแชมปืในซีซั่นนั้น แต่ในครึ่งหลังของฤดูกาลเราเล่นได้ดีอย่างต่อเนื่อง เราเล่นได้เยี่ยมมากๆ”

ฟอร์มโดดเด่นในฤดูกาลนั้น ทำให้ ฟลาเนแกน รับฉายา สเกาส์ คาฟู หรือประมาณว่า “คาฟู เวอร์ชั่นชาวสเกาส์” และน่าปลื้มใจสุด ๆ ขึ้นไปอีกเมื่อกัปตันทีมชาติบราซิล ชุดแชมป์โลก ปี 2002 เคยเข้ามาดูฟอร์มและได้เห็นกับตาตัวเองเพื่อยืนยันว่าเด็กคนนี้คือของจริง

“เขามีคุณสมบัติทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการเป็นหนึ่งในฟูลแบ็กที่เก่งที่สุดของโลก” คาฟู กล่าวยืนยันกับ ฟลาเนแกน หลังทั้งคู่เจอกันในช่วงเกมท้ายฤดูกาล

วันนั้น ฟลาเนแกน ลงมาเป็นตัวสำรอง และได้รับเสียงปรบมือดังกึกก้องจาก เดอะ ค็อป ใน แอนฟิลด์

“การต้อนรับที่ผมได้รับในคืนนั้นมันมีความหมายมาก ๆ ผมเคยมีช่วงเวลาที่เลวร้ายกับการที่พยายามจะกลับมาจากการที่ต้องฟื้นฟูสภาพร่างกายเป็นเวลานานถึง 2 ครั้ง การที่แฟนบอลให้กำลังใจผมแบบนั้นมันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ พวกเขารู้ดีว่าการได้เล่นให้ ลิเวอร์พูล มันมีความหมายกับผมมากแค่ไหน”

คล็อปป์ รู้ดีว่า ฟลาเนแกน ยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาใช้งานลูกทีมคนนี้อย่างระมัดระวัง แต่พอได้เห็นฟอร์มที่ ฟลาเนแกน จัดการกับ ราฮีม สเตอร์ลิง อดีตเด็กเก่า ‘หงส์แดง’ ได้อย่างอยู่หมัด และอีก 2 เดือนต่อมา คล็อปป์ มั่นใจมากว่า ฟลานาแกน คู่ควรกับการได้สัญญาฉบับใหม่

ฟลาเนแกน ฉลองการต่อสัญญาฉบับใหม่ ด้วยการรับบทบาทเป็นกัปตันทีม หลังจากที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เจมส์ มิลเนอร์ ไม่ได้ลงเล่นในเกม พรีเมียร์ลีก นัดที่ ลิเวอร์พูล ไปเยือน เซาธ์แฮมป์ตัน

อย่างไรก็ตาม เกมวันนั้น ฟลาเนแกน ทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่ ซึ่งคนที่ทำให้เขาเจอปัญหาก็คือผู้เล่นที่เข้ามาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในเวลาต่อมา

“มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ ที่ เจอร์เก้น ให้เกียรตินั้นกับผม น่าเสียดายที่เกมการเล่นมันไม่เป็นไปตามที่เราวางแผนกันเอาไว้ ที่จริงวันนั้น ซาดิโอ มาเน่ เล่นงานผมอย่างหนักจนกลายเป็นการทำให้วันที่น่าจดจำของผ

ฟลาเนแกน ในสภาพที่เมาจัด ก่อเรื่องใส่แฟนสาวตรงใจกลางเมืองลิเวอร์พูล ซึ่งกล้องวงจรปิดที่ ดุ๊ค สตรีท จับภาพเอาไว้ได้ชัดเจนว่าตอนช่วงเวลา 03.20 น. ของวันที่ 22 ธันวาคม ฟลานาแกน ผลักแฟนสาวใส่กำแพง 2 ครั้ง ก่อนจะพยายามเตะใส่ ซึ่งคลิปนั้นก็ถูกนำไปใช้พิจารณาคดีในชั้นศาล

ลิเวอร์พูล ออกมาประณามการกระทำของ ฟลาเนแกน ในแนวทางที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ถึงขั้นไล่ออกจากทีมเพราะเจ้าตัวก็ให้การยอมรับผิดในข้อหานั้นไปแล้ว”

หลังจากหมดสัญญายืมตัวกับ โบลตัน ฟลาเนแกน ก็ย้ายไปร่วมทีม เรนเจอร์ส แบบไร้ค่าตัว ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2018 ซึ่งที่นั่นมี เจอร์ราร์ด รับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีม

“ผมรู้สึกสำนึกผิดกับทุกเรื่องในประเด็นนั้น” ฟลาเนแกน ก้มหน้ายอมรับเรื่องที่ผิดพลาด

เว็บ ทางเข้าฮอลิเดย์ มือถือ บอกว่าเราทะเลาะกันในสภาพที่เมาจัดหลังออกมาเที่ยวกันตอนกลางคืน เราต่างก็ดื่มเหล้ากันมากเกินไป และก็บานปลายจนถึงขั้นมีการผลักกัน มันไม่ควรจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเลย ผมไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งนั้น

“นั่นคือช่วงเวลาที่เลวร้ายทั้งสำหรับผม ครอบครัว และสำหรับแฟนสาวของผมเอง มันไม่เคยเกิดเรื่องแบบนั้นมาก่อนเลย และหลังจากนั้นมันก็ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนั้นอีกแม้แต่ครั้งเดียว ผมรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนยังไง ส่วนคนที่ใกล้ชิดกับผม ไม่ว่าจะทั้งเพื่อน ๆ และครอบครัวของผมก็รู้ดีเหมือนกันว่าผมเป็นคนยังไง”

“ผมทำงานอาสาสมัครที่ธนาคารอาหาร โดยผมรับหน้าที่ช่วยส่งของ มันช่วยทำให้ผมได้รู้ว่าผู้คนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากแค่ไหน ราเชล กับผมยังคบกันอยู่ เราปรับความเข้าใจกันได้แล้ว และมีความสุขกันดี แน่นอนว่าผมหวังว่าตัวเองจะย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนเรื่องต่าง ๆ ได้ แต่ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือคิดเกี่ยวกับอนาคต”

 

Tags :

“พวกเราสามารถจะมาอัพเดตข้อมูลในวันนี้ได้เกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดถึงลิขสิทธิถ่ายทอดสดซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็แน่ชัดว่าคงทำให้รายได้ของแต่ละสโมสร ฟุตบอล เสียหายจำนวนมาก มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเราก็อาจจะเริ่มลงมือวาดภาพถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเตะซีซั่นให้จบหรือว่าไม่เตะเลยแต่ผมยังไม่ต้องการสรุปให้ได้วันนี้”

เป็นบางประโยคที่ริชาร์ด มาสเตอร์ ซีอีโอของพรีเมียร์ลีกพูดอย่างชัดเจนผ่านวีดีโอ คอนเฟอเรนซ์ในการประชุมล่าสุดกับตัวแทน20สโมสร ฟุตบอล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาตอนนี้สิ่งที่เราได้รับทราบก็คือรัฐบาลอังกฤษไฟเขียวให้กีฬาต่างๆซึ่งรวมถึงเกมลูกหนังด้วยสามารถกลับมาแข่งขันได้นับจากวันที่ 1 มิถุนายนไป ภายใต้ข้อจำกัดว่าไม่มีผู้ชมและสำคัญที่สุดยอดอัตราคนติดเชื้อกับเสียชีวิตจากโควิดไม่ได้พุ่งขึ้นน่าเกลียด

 ฟุตบอล

บ่ายสองโมงตรง(เวลาท้องถิ่น)ได้มีการเปิดเผย”Roadmap“โดยแบ่งออกเป็น 3 สเตปตาม มีการเจาะรายละเอียดถึงทุกอย่างที่ประชาชนในเกาะรวยเชื้อชาติควรจะรู้ เวลาดังกล่าวเองก็เป็นเวลาที่พรีเมียร์ลีกคงประชุมกันอยู่ทว่าที่น่าประหลาดใจอยู่ตรงต่อให้สิ่งที่พวกเขารอคอยฟังจะได้รับอนุญาตแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ซะที

     “โอเค ในเมื่อยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เราก็จะให้โอกาสพวกคุณทุกคนไปทบทวน ภายในสัปดาห์นี้เราคงได้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องต่างๆโดยเฉพาะความปลอดภัย จากนั้นเราค่อยมาประชุมเพื่อตัดสินใจอีกที”มาสเตอร์กล่าวไว้ตอนท้ายๆของการประชุม

ก็ผ่านมา 12 วันเท่านั้นที่มีการยืนยันว่ายังไงก็ตามซีซั่น2019/20 ต้องเตะให้จบตามโปรแกรม ตอนนี้เหลืออีก 92 เกมโดยมีความจำเป็นด้วยที่ต้องตะบันแข้งกันในสนามกลาง ก็มีการเลือก 8-10 สนามที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายเอาไว้บ้างแล้วด้วย

เหตุผลที่ต้องใช้สนามกลางก็อธิบายได้ง่ายๆว่าพวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาแฟนบอลไปอยู่ด้านนอกสนามของตัวเอง อีกทั้งก็มีหลายสนามเลยที่มีทำเลตั้งอยู่ใกล้ชุมชนเกินไป ความเสี่ยงการแผ่ของไวรัสก็มีสูงตาม

นั่นทำให้แอนฟิลด์ถึงไม่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสนามกลาง

บางสำนักอาทิเดลี่ เทเลกราฟรายงานว่า”มีถึง 12 สโมสรที่คัดค้านสนามกลาง นั่นทำให้พรีเมียร์ลีกปวดหัวมากเพราะต้องไปเจรจากับรัฐบาลใหม่”

ใช่ครับ จากที่ตอนแรกเลยเชื่อกันว่ามีแค่พวกทีมหนีตกชั้นที่ไม่เห็นด้วย การโหวตจึงไม่น่ามีปัญหาเพราะต้องการอย่างต่ำ 14 เสียงเท่านั้น กระนั้นนาทีนี้เกมพลิกแล้วกลายว่าส่วนใหญ่ปรารถนาจะเตะแบบบ้านใครบ้านมันเหมือนที่บุนเดสลีกากำลังแสดงให้ดู

อย่างไรก็ตามสิ่งที่แฟนบอลบางทีมสบายใจได้ก็คือว่ามีการยืนยันในที่ประชุมเมื่อวันจันทร์เช่นกันว่าถ้าเตะไม่ได้ก็จะไม่มี”null and void”หรือ”โมฆะ”โดยเอฟเอได้ให้ทางเลือกเอาไว้แค่ว่าจะใช้หลักคิดแต้มเฉลี่ยนำมาตัดสินตารางอันดับ เพื่อหาแชมป์, โควตาไปยุโรปและตกชั้น

จากวันนี้ก็เหลืออีกไม่กี่วันแล้วที่ยูฟ่าขีดเส้นตายว่าภายในวันที่ 25 พ.ค.นี้แต่ละลีกต้องสรุปแผนรีสตาร์ทมาให้ มิฉะนั้นยอมที่ถือว่าเตะไม่จบ

1.สนามกลาง

ตามที่ได้เขียนไว้ข้างต้น นี่เป็นไอเดียที่รัฐบาลอังกฤษได้หารือกับทางตำรวจรวมถึงหน่วยงานแพทย์ว่าการให้ฟุตบอลกลับมาเตะได้นั้นจะให้ปลอดภัยที่สุดก็ควรใช้สนามกลาง

มันมีภาพกองเชียร์เปแอสเชหรือบาเลนเซียในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกเดือนมีนาคมซึ่งก็คงมีแฟนบอลไปรอรับรถโค้ชอยู่หน้าสนามดังนั้นพวกเขาจึงต้องการหลีกเลี่ยงปัญหานี้ กระนั้นตั้งแต่ประชุมคราวก่อนแล้วก็มีสโมสรอย่างไบร์ทตันที่ออกมาแสดงอาการขัดขืนชัดเจนเลย

     “พวกเราไม่คิดว่ามันแฟร์โดยเฉพาะกับทีมที่อยู่ด้านล่างของตาราง ความเคยชินของผู้เล่นกับการเตะสนามตัวเองย่อมมีมากกว่า อยากให้ทบทวนข้อนี้กันใหม่”พอล บาร์เบอร์ ซีอีโอของนกนางนวลได้ชี้แจงเหตุผล

ก็เข้าใจได้ครับว่าทำไมถึงต้องออกมาคัดค้านเพราะโปรแกรมที่เหลือในเอเม็กซ์ สเตเดี้ยมของไบร์ทตันยังต้องเจอทั้งอาร์เซนอล, แมนฯยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูลและแมนฯซิตี้ คือต่อให้เป็นรองและไม่มีแฟนบอลแต่ก็ได้เฝ้ารังตัวเองก็ย่อมทำให้พวกเขามีความมั่นใจมากกว่าไปเตะสนามกลาง

อย่างไรก็ตามตอนนี้มันไม่ได้มีแค่ทีมจากกลุ่มหนีตกชั้นที่คัดค้าน การประชุมล่าสุดได้เพิ่มสโมสรอย่างเชลซี, ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์สรวมถึงอาร์เซนอลเข้าไปอีกด้วยรวมถึงอีกบางสโมสรที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อออกมา นั่นก็เลยทำให้พรีเมียร์ลีกได้อาสา    ขอเวลาไปเจรจากับรัฐบาลใหม่ว่าพอเป็นไปได้หรือเปล่าที่ให้เตะบ้านใครบ้านมัน

     “จากที่ได้พูดคุยกันก็ชัดเจนว่าเกือบทุกสโมรก็ว่าได้อยากเตะในสนามตัวเองถ้าเป็นไปได้ ผมเองก็รู้สึกด้วยว่ามีบางสโมสที่แสดงจุดยืนที่หนักแน่นกับจุดนี้”มาสเตอร์ให้สัมภาษณ์ไว้

2. การเทสต์ไวรัส

ต้องถือว่าข้อนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนกังวลที่สุด คือฟุตบอลเตะก็เตะไปแต่ใครบ้างการันตีหรือเอาหัวเป็นประกันได้ว่าจะไม่มีนักเตะหรือทีมสตาฟฟฟ์โค้ชรายใดที่ไม่ติดเชื้อระหว่างการแข่งขัน

มันก็ไม่ใช่แค่มาตราการวันแมตช์เดย มันเริ่มตั้งแต่ออกจากบ้านแล้ว แต่ละวันที่ต้องมีการซ้อมจะจัดการเช่นไร ไหนเรื่องคนในครอบครัวอีก ฯลฯ

เรื่องนี้เมื่อวันจันทร์พรีเมียร์ลีกได้เริ่มทดสอบระบบการเทสต์เรียบร้อยแล้ว สโมสรแรกที่ได้รับการทดลองเป็นวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์สที่สนามซ้อมของพวกเขา ตามรายงานของข่าววิธีการก็คือได้มีจุดตรวจอยู่ด้านนอก รถทุกคันที่ขับต้องจอดก่อนเข้าโดยมีเครื่องมือที่ใช้จิ้มเข้าที่จมูกกับปากเพื่อตรวจค่าไวรัสโควิด-19

ระบบการเทสต์นี้จะใช้ทุกสโมสรของพรีเมียร์ลีกเริ่มสัปดาห์หน้าเป็นต้นไปโดยกินเวลาต่อครั้งแค่ 30 วินาทีเท่านั้นเอง นอกจากนั้นก็มีความมั่นใจเรื่องความเร็วของผลที่จะออกมาว่าใช้เวลาภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้นเนื่องจากได้มีการลงทุนจ้างทีมงานพิเศษขึ้นมา(ปกติทั่วไปผลต้องใช้เวลา48 ชั่วโมงอย่างต่ำ)

สำหรับการแจกแจงรายละเอียดที่ให้ทุกสโมสรเข้าใจตรงกันได้มีการนัดประชุมกัปตันทีมรวมถึงผู้จัดการทีมทุกสโมสรในวันพุธนี้

3. ถ้าตกลงไม่ได้

    เว็บ viva9988 mobile  บอกว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้มีการพูดถึงการตัดจบซีซั่น”ซีอีโอพรีเมียร์ลีกยอมรับเอาไว้เมื่อวันจันทร์”ในกรณีที่ตกลงเตะกันไม่ได้ก็คงต้องหาทางออกอื่นแม้ว่าเราเองยังคงมีเป้าหมายเดิมก็คือเตะให้จบก็ตาม”

วันจันทร์ที่18 นี้น่าจะเป็นวันที่ได้บทสรุปเมื่อมีการประชุมอีกครั้ง การโหวตก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยถ้าฤดูกาล 2019/20 ไม่สามารถแข่งต่อได้ ก็จะตัดจบโดยใช้วิธีคิดแต้มเฉลี่ยมาตัดสิน เรื่องการโมฆะนั้นไม่ได้อยู่ในข่ายที่พิจารณาแน่นอน

ก็แปลว่าทีมที่อยู่ในข่ายตกชั้นก็ต้องคิดให้หนักว่าพวกเขาจะยอมตกชั้นโดยไม่ได้แข่งขันให้จบเลยหรือว่าท้ายที่สุดอาจต้องยอมเตะสนามกลางเพื่ออย่างน้อยให้ได้สู้

Tags :

นอกจากประเด็นเรื่องที่ว่าจะกลับมาเตะกันให้จบฤดูกาลได้หรือไม่นั้น อีกหนึ่งประเด็นของวงการ ฟุตบอล อังกฤษที่หลายคนสนใจในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาคือกรณีที่ สปอร์ต สื่อกีฬาของแคว้นกาตาลุนย่าเล่นข่าวว่า ลิเวอร์พูล กำลังเจรจาเพื่อคว้าตัว วิลเลี่ยน ปีกชาวบราซิเลียนของ เชลซี ไปร่วมทีมอยู่

สาเหตุที่ สปอร์ต นำเสนอเรื่องนี้ทั้งที่มันเป็นข่าวเกี่ยวกับวงการ ฟุตบอล อังกฤษก็เพราะว่าที่จริงแล้วตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บาร์เซโลน่า ตกเป็นข่าวกับ วิลเลี่ยน อย่างหนักเช่นกัน และแข้งเลือดแซมบ้าก็ส่อแววที่จะต้องบอกลาถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังจบฤดูกาลนี้ (ไม่ว่าจะกลับมาเตะกันได้เมื่อไหร่ หรือจะกลับมาเตะกันได้หรือไม่) เพราะเขายังไม่สามารถหาข้อตกลงเรื่องสัญญาฉบับใหม่กับ เชลซี ได้ ทั้งที่สัญญาฉบับปัจจุบันจะหมดลงในวันที่ 30 มิถุนายนนี้แล้ว

ฟุตบอล

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีนักเตะหลายคนที่เคยผ่านประสบการณ์กับ เชลซี ก่อนจะไปเล่นที่อื่นแล้วค่อยมาซบ ลิเวอร์พูล อย่างเช่น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (เชลซี–>โรม่า–>ลิเวอร์พูล), เกล็น จอห์นสัน (เชลซี–>พอร์ทส์มัธ–>ลิเวอร์พูล) และ เบาเดอไวจ์น เซนเด้น

(เชลซี–>มิดเดิ้ลสโบรห์–>ลิเวอร์พูล) เป็นต้น แต่ขณะเดียวกันมันก็เคยมีคนที่ย้ายจาก เชลซี มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ทันทีเหมือนกัน อย่างเช่น 3 คนต่อไปนี้

 – โจ โคล (เชลซี 2003-10, ลิเวอร์พูล 2010-13)

สมัยที่เขายังอายุน้อยนั้น โคล ถือเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองอย่างมากของวงการฟุตบอลอังกฤษ

เขาโชว์ลีลาและเทคนิคที่น่าประทับใจได้ตอนอยู่กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก่อนที่ เชลซี จะดึงเขาไปร่วมทีมในปี 2010

โคล ถือว่าเป็นแข้งคนสำคัญคนหนึ่งตอนอยู่กับยอดทีมแห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ รวมถึงประสบความสำเร็จร่วมกับทีมอย่างมาก

อย่างเช่นการได้แชมป์ลีก 3 สมัย และแชมป์ เอฟเอ คัพ 2 หน อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเขาก็ต้องหันหลังให้กับ เชลซี หลังจากหมดสัญญากับทีมในช่วงซัมเมอร์ ปี 2010

ลิเวอร์พูล ไม่ปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป พวกเขาดึง โคล มาร่วมทัพแบบไร้ค่าตัวในอีกไม่กี่วันต่อจากนั้นทันที ส่งผลให้เขาเป็นการเสริมทัพรายแรกของ รอย ฮ็อดจ์สัน ในฐานะผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล อย่างไรก็ตาม เขากลับไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งกับทีมได้ จนเคยโดนปล่อยให้ ลีลล์ ยืมตัวไปใช้งานในฤดูกาล 2011-12 แล้วก็ต้องบอกลาถิ่น แอนฟิลด์ แบบถาวร เพื่อกลับไปอยู่กับ เวสต์แฮม ในช่วงเดือนมกราคม ปี 2013

 – แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ (เชลซี 2009-13, ลิเวอร์พูล 2013-19)

สเตอร์ริดจ์ โดนจับตามองตั้งแต่ตอนอยู่กับอะคาเดมี่ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แล้ว และตอนที่ เชลซี คว้าตัวเขาไปร่วมทีมนั้น แฟนบอล “สิงโตน้ำเงินคราม” บางส่วนก็ตั้งความคาดหวังเอาไว้ว่า สเตอร์ริดจ์ จะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหอกคนสำคัญของทีมได้

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2010-11 สเตอร์ริดจ์ โดนปล่อยไปเล่นแบบยืมตัวกับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส และเขาก็ทำผลงานได้โดดเด่นด้วยการทำไป 8 ประตู จากการลงเล่นในลีก 12 นัด ส่งผลให้พอถึงซีซั่นต่อมา เชลซี ให้โอกาสเขาได้ลงเล่นในลีกมากถึง 30 เกม และเจ้าตัวก็ทำได้ 11 ประตู อย่างไรก็ตาม เขาก็โดนขายให้กับ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัวราว 12 ล้านปอนด์ ในช่วงเดือนมกราคม ปี 2013

จนเป็นรองดาวซัลโวสูงสุดของ พรีเมียร์ลีก ในซีซั่นนั้น แพ้เพียง หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าเพื่อนร่วมทีมที่ทำไป 31 ประตู เพียงคนเดียวเท่านั้น น่าเศร้าที่สุดท้ายแล้วในฤดูกาลนั้น ลิเวอร์พูล ต้องชวดแชมป์ลีกไป

สเตอร์ริดจ์ ได้รับการกำหนดให้เป็นหัวหอกเบอร์ 1 ของทีมสำหรับการสู้ศึกฤดูกาล 2014-15 หลังจากที่ ซัวเรซ ย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า แต่โชคชะตาช่างเล่นตลก

เขาได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องจนทำให้ตลอดทั้งฤดูกาลนั้นได้ลงเล่นในลีกไปเพียง 12 นัด และหลังจากนั้นบทบาทของเขากับ ลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้สำคัญเหมือนเก่า จนสุดท้ายต้องบอกลาทีมในปี 2019

 – ไนเจล สแป็คแมน (เชลซี 1983-87, ลิเวอร์พูล 1987-89)

สแป็คแมน ย้ายจาก บอร์นมัธ มาอยู่กับ เชลซี ในปี 1983 และเขาก็อยู่ในทีมชุดที่เป็นแชมป์ ดิวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1983-84 พร้อมกับเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดร่วมกับทีม และยังช่วยให้ เชลซี เป็นที่ 6 ของลีกสูงสุดได้ในฤดูกาล 1984-85 กับ 1985-86 ด้วย

อย่างไรก็ตาม เขาเป็นหนึ่งในนักเตะของ เชลซี ที่มีปัญหากับ จอห์น ฮอลลินส์ ผู้จัดการทีม เชลซี ในตอนนั้น จนสุดท้ายก็ย้ายไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1987 ด้วยค่าตัว 400,000 ปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงระดับหนึ่งในสมัยนั้น

ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 1986-87 สแป็คแมน ได้ลงเล่นเกม ลีก คัพ นัดชิงชนะเลิศกับ อาร์เซน่อล ด้วย ก่อนที่ “หงส์แดง” จะแพ้ไป 1-2 อย่างไรก็ตาม

ในซีซั่นต่อมาเขากฅ็ลบล้างความผิดหวังนั้นได้ด้วยการได้แชมป์ลีกสูงสุดร่วมกับ ลิเวอร์พูล โดยหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้เป็นตัวหลักของทีมมากเท่าไหร่ ก่อนที่จะแยกทางกับทีมแล้วไปอยู่กับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1989

อย่างไรก็ตามทางเว็บ สมัครเล่น ฮอลิเดย์  บอกว่าซีซั่นเดียวที่ สเตอร์ริดจ์ ได้ลงเล่นในลีกกับ เชลซี อย่างต่อเนื่องคือฤดูกาล 2011-12 โดยซีซั่นนั้นเขาได้ลงเล่นในลีกไป 30 นัด พร้อมกับทำได้ 11 ประตู

โดยที่จริงแล้วในซีซั่น 2010-11 เขาเคยทำผลงานได้โดดเด่นกับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ตอนย้ายไปเล่นด้วยสัญญายืมตัวในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล ด้วยการทำไป 8 ประตู จากการลงเล่นในลีก 12 นัด

Tags :